วันนี้พาเพื่อนๆมาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีของรองเท้าวิ่ง Hoka กันค่ะ

แบรนด์ HOKA (โฮก้า) ถือเป็นแบรนด์รองเท้าวิ่งที่มาแรงในช่วงหลายปีหลังนี้ และนักวิ่งหลายๆ คนก็นิยมสวมใส่กันมากขึ้น ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับเทคโนโลยีที่อยู่ในรองเท้าวิ่งแบรนด์นี้มากขึ้น

โฟม CMEVA และโฟมใหม่ที่มีส่วนผสมของ PEBA

โฮก้าได้ใช้งานพื้นชั้นกลางโฟม EVA มาอย่างยาวนาน โดยในช่วงหลังๆ ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ที่ชื่อว่า Compression-Molded EVA (CMEVA) ซึ่งจะมีคุณสมบัติน้ำหนักเบา ทำให้รองเท้าวิ่งของโฮก้านั้นมีพื้นที่หนา ซัพพอร์ตดี และมีน้ำหนักที่เบา โฟม CMEVA นั้นจะถูกใช้งานในรองเท้าวิ่งหลายๆ รุ่น รวมไปถึงรองเท้ารุ่นยอดนิยมของค่ายอย่าง Bondi และ Clifton ซึ่งถือว่าเป็นรองเท้าวิ่งพื้นนุ่มที่ทำให้แฟนๆ โฮก้าต่างชื่นชอบ ซึ่งตอนนี้ทั้งสองรุ่นก็เดินทางมาถึง Hoka Bondi 8 และ Hoka Clifton 9 แล้ว

ในช่วงปีที่ผ่านมา โฮก้า ได้ทดลองอะไรใหม่ๆ โดยการขึ้นรูปโฟมแบบ supercritical ที่มีการใช้แรงดัน, ความร้อน และก๊าซ โดยการขึ้นรูปวิธีนี้จะทำให้ตัวโฟมมีรูพรุนและการขยายตัวที่มากกว่าเดิม ผลที่ได้ก็คือโฟมมีน้ำหนักที่เบาขึ้นและมีการตอบสนองที่ดีมากกว่าเดิม และได้นำมาใช้งานในรองเท้าวิ่งสายฝึกซ้อมทำความเร็วอย่าง Hoka Mach 5 เพื่อให้นักวิ่งที่ชื่นชอบรองเท้าที่มีความคล่องตัวและน้ำหนักเบาได้ใช้งาน และยังใช้งานแบบเต็มๆ ในรองเท้าวิ่งแนวไฮบริดอย่าง Hoka Transport X อีกด้วย

และในปี 2023 ทางโฮก้าก็ได้นำวัสดุ Polyether Block Amide (PEBA) ที่มีคุณสมับติน้ำหนักเบา, รองรับแรงกระแทกได้ดี และดีดเด้ง (energy return) เข้ามาใช้งานกับพื้นชั้นกลางของรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Hoka Rocket X 2 ที่จะมอบความนุ่ม แรงส่งคืน สำหรับการทำความเร็วในวันแข่งขัน

เทคโนโลยี PROFLY

เชื่อได้ว่าหลายๆ คนน่าจะได้ยินคำว่า PROFLY มากับรองเท้าวิ่งในหลายๆ รุ่นของทางโฮก้า แต่อาจจะสับสนไปกับเรื่องพื้นชั้นกลางบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้วเทคโนโลยีนี้ก็เกี่ยวกับพื้นชั้นกลางอยู่ โดยเทคโนโลยี PROFLY นี้จะมาพร้อมกับพื้นชั้นกลางแบบ dual-density หรือมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน ในช่วงแรกๆ โฮก้าจะใช้พื้นชั้นกลางชุดเดียวกันแต่แบ่งความหนาแน่นช่วงหน้า-หลัง แต่ในปัจจุบัน โฮก้าได้ใช้พื้นชั้นกลาง 2 รูปแบบวางทับซ้อนกัน โดยส่วนใหญ่จะวางพื้นชั้นกลางที่มีความนุ่ม ตอบสนองได้ดีไว้ชั้นบน ส่วนชั้นล่างจะเป็นพื้นชั้นกลางที่มีความเฟิร์มมากกว่าเพื่อมอบความมั่นคง นอกจากนี้รองเท้าวิ่งรุ่นที่เน้นทำความเร็วในวันแข่งขันก็จะมีการใช้งานแผ่นคาร์บอนเข้ามาตรงกลางเท้า ซึ่งจะเห็นเทคโนโลยีนี้ในรองเท้าวิ่งถนนอย่าง Mach 5, Rocket X 2 และรองเท้าวิ่งเทรล Mafate Speed 4, Zinal และ Tecton X 2 

พื้นทรงโค้ง Meta-Rocker

อีกเทคโนโลยีนึงที่อยู่คู่กับโฮก้ามาอย่างยาวนานก็คือ ปลายเท้ารูปทรงโค้ง Meta-Rocker ที่ทำออกมาให้มีการลงเท้าตั้งแต่ส้นเท้าและปล่อยไหลไปรูปทรงของรองเท้าไปจนถึงหน้าเท้า ช่วยให้วิ่งได้อย่างลื่นไหลและเป็นธรรมชาติ โดยส่วนใหญ่แล้วรองเท้าวิ่งของโฮก้าจะมาในรูปแบบ Early Stage Meta-Rocker ที่จะวางตำแหน่งจุดโค้งเลยใต้กระดูกฝ่าเท้า ช่วยให้การก้าวเท้ามีองศาที่เอียงมาได้ด้านหน้าเร็วขึ้น มีการเคลื่อนไหวจากส้นเท้ามาปลายเท้าได้เร็วและลื่นไหล ซึ่งมักจะเห็นได้ในรองเท้าวิ่งอย่าง Clifton, Rincon, Mach และรองเท้าวิ่งส่วนใหญ่ของโฮก้า 

นอกจากนี้ยังมีรูปแบบ Late-stage Meta-Rocker ที่จะวางตำแหน่งโค้งมาเกือบบริเวณนิ้วเท้า ซึ่งการวางตำแหน่งลักษณะนี้จะทำให้มีความมั่นคงมากขึ้น มักจะเห็นได้ในรองเท้ารุ่น Gaviota, Solimar รองเท้าวิ่งเทรล Speedgoat และรองเท้าปีนเขา Anacapa Breeze, Kaha

Active Foot Frame ช่วยประคองเท้าให้อยู่กับที่

ในรองเท้าวิ่งทุกๆ รุ่นของโฮก้าจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี Active Foot Frame ที่ออกแบบมาให้พื้นชั้นกลางสูงครอบขึ้นมาเล็กน้อย เพื่อให้มีการโอบรับฝ่าเท้าเท้าและส้นเท้าให้ล็อคอยู่กับที่ ไม่หลุดออกจากพื้นของรองเท้า ให้ความรู้สึกซัพพอร์ต กระชับ และมั่นใจในณะสวมใส่ เปรียบเสมือนนั่งอยู่ในเก้าอี้รถแข่งที่มีการล็อคอย่างปลอดภัย

โดยรองเท้าวิ่งทั่วไปของโฮก้าจะเน้นไปที่บริเวณส้นเท้า (Rearfoot Active Foot Frame) เพื่อมอบความกระชับบริเวณส้นเท้า ส่วนรองเท้าวิ่งที่เน้นทำความเร็วจะมีการปรับเพิ่มขึ้นมาในช่วงกลางเท้า (Midfoot Active Foot Frame) เพื่อช่วยให้ล็อคกระชับและประคองเท้าได้มากขึ้น

J-Frame สำหรับรองเท้าวิ่งคนเท้าล้มเท้าแบน

นอกจาก Active Foot Frame ที่มากับพื้นชั้นกลางแล้ว โฮก้ายังมีเทคโนโลยี J-Frame ที่ออกแบบมาสำหรับซัพพอร์ตช่วงอุ้งเท้าในรองเท้าวิ่งสำหรับคนเท้าล้มเข้าด้านใน (Overpronation) โดยจะเป็นชิ้นส่วนพื้นชั้นกลางที่มีรูปทรงเป็นรูปตัว J ตั้งแต่อุ้งเท้าด้านในในยาวมาถึงส้นเท้า โดยชิ้นส่วนนี้จะมีความเฟิร์มมากกว่าพื้นชั้นกลางทั่วไปแต่ก็ยังคงน้ำหนักเบาอยู่ เพื่อให้เวลาลงเท้าแล้วจะช่วยประคองอุ้งเท้าไม่ให้ล้มเข้าด้านในมากเกินไป ช่วยลดอาการบาดเจ็บจากการวิ่งสำหรับคนเท้าล้มเข้าด้านในได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะมาพร้อมกับรองเท้าแนว Stability อย่าง Arahi และ Gaviota

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคโนโลยีของรองเท้าวิ่ง Hoka นี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิ่งที่กำลังมองหารองเท้าวิ่งและได้ทำความรู้จักกับรองเท้าวิ่งแบรนด์นี้เพิ่มเติม จะได้เลือกใช้งานได้ถูกใจ ขอให้สนุกกับการวิ่งและออกวิ่งไปด้วยน้า

บทความก่อนหน้านี้รองเท้าวิ่งซุปเปอร์ชูส์ที่น่าสนใจในช่วงต้นปี 2023
บทความถัดไปเปิดกล่อง Garmin Forerunner 265S จิ๋วแต่แจ๋ว ครบทุกฟีเจอร์สำหรับนักวิ่ง
กองบรรณาธิการที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องวิ่งเป็นหลัก เป็นมิตรและรักทุกคนโดยเท่าเทียมจ้า