“วิ่งเท้าเปล่า” เป็นการบังคับให้วิ่งลงน้ำหนักที่ปลายเท้าและกลางเท้ามากกว่าการ “ใส่รองเท้าวิ่ง” เพราะการ “วิ่งเท้าเปล่า” ไม่มีพื้นรองเท้ารองรับแรงกระแทกเหมือนใส่รองเท้า
เนื่องจากรองเท้าวิ่งทั่วไปถูกออกแบบให้มีด้านส้นที่สูงกว่าด้านปลายเท้า ทำให้เวลาวิ่งส้นจะถึงพื้นก่อนหน้าเท้า พูดอีกแบบก็คือ การ “ใส่รองเท้าวิ่ง” คือการวิ่งให้ลงน้ำหนักไปที่ส้นเท้าโดยอัตโนมัติ
ทำให้ตอนที่วิ่งจะไม่มีการก้าวเท้ายาวจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่มีการลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ซึ่งมักจะก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บ โดยการวิ่งลงน้ำหนักที่ส้นเท้านั้นถูกบังคับโดย “รองเท้าวิ่ง”
อย่างไรก็ตาม นักวิ่งสาย Full Support หรือ Maximalist Running ที่ใช้ “รองเท้าวิ่ง” มาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจว่าน้ำหนักลงไปที่ส้นเท้าก่อนหน้าเท้า เพราะ “รองเท้าวิ่ง” ที่ใช้อยู่มีระบบ Support แรงกระแทก ไม่ได้สร้างอาการปวดเข่า ปวดเอว หรืออาการบาดเจ็บอื่นๆ
ซึ่งเดี๋ยวนี้แต่ละค่ายมีนวัตกรรมรองเท้าวิ่งเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมายมาช่วยอำนวยความสะดวก และปรับประยุกต์ให้เข้ากับลักษณะการวิ่ง และสรีระของนักวิ่งที่แตกต่างกัน
ส่วนอาการบาดเจ็บบริเวณเท้า ไม่ว่าจะเป็นข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง หรืออาการรองช้ำ ก็ยังพบได้น้อยกว่านักวิ่งสาย Full Support เนื่องจากการ Support จาก “รองเท้าวิ่ง” ที่น้อยหรือแทบไม่มีเลย เป็นการกระตุ้นการรับความรู้สึกภายในข้อต่อบริเวณข้อเท้าได้ดีกว่า ทำให้โอกาสที่จะเกิดอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเท้ายากกว่า
ซึ่งการ “วิ่งเท้าเปล่า” จึงทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเท้ามีความแข็งแรงมากขึ้น ทำให้เกิดการบาดเจ็บในฝ่าเท้าหรืออาการรองช้ำได้ยากกว่านั่นเอง
การวิ่งเท้าเปล่าอาจจะช่วยให้นักวิ่งมีส่วนพัฒนากล้ามเนื้อเท้าและน่องให้แข็งแรงขึ้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก็อาจทำให้นักวิ่งเสี่ยงที่จะเป็นโรคเอ็นร้อยหวายอักเสบได้เช่นเดียวกัน
ดังนั้น หากใครที่อยากลองวิ่งเท้าเปล่า ก็ควรศึกษาและเริ่มต้นอย่างระมัดระวังเพื่อลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บกันด้วยนะคะ![]()
วิ่งไปด้วยกัน แข็งแรงไปด้วยกัน อยู่รักกันไปนานๆ









