เชื่อว่าหลายคนมีหลายเหตุผลที่ออกมาวิ่ง ไม่ว่าจะแค่อยากสุขภาพดี อยากพิชิตมาราธอน หรือแค่อยากวิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้พบจากนักวิ่งทุกคนคือ การวิ่งทำให้เราได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิต แน่นอนว่าการวิ่งเหมือนจะเป็นกีฬาง่าย ๆ แต่เส้นทางของการเป็นนักวิ่งก็ยากใช่เล่น ไหนจะต้องสู้กับความขี้เกียจของตัวเอง ต้องฝึกซ้อม บางครั้งก็ท้อแท้ เหนื่อย อยากยอมแพ้ เป็นกันใช่ไหม?

เราเลยอยากจะส่งต่อเรื่องราวของนักวิ่งจากกลุ่ม “คนอ้วนชวนวิ่ง​ : วิ่งไม่ไหวก็เดิน” ที่มาแบ่งปัน เล่าเรื่องวิ่งให้เราอ่านกัน เพื่อส่งต่อพลังงานบวก กำลังใจ และแรงบันดาลใจให้กับนักวิ่งทุก ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ หน้าเก่า หรือใครที่กำลังคิดจะเริ่มวิ่ง.ถ้าอ่านจบแล้ว เราก็อยากจะชวนหยิบรองเท้า ผูกเชือกให้แน่น แล้วออกไปวิ่งกัน

  • ขอเล่าเรื่องวิ่ง จาก คุณ BigBoss Dan Cartum

106 กก. แล้วครับ ใช้เวลา 1 ปี 4 เดือน และผมมักเป็นผู้ชนะไม่ทางใดก็ทางนึง จากคนที่เกือบจะติดเตียง ใกล้ตายเพราะเเน่นหน้าอก หายใจไม่ออกถึง 2 รอบ ตอนนอนทำอะไรนิดหน่อยก็เหนื่อย ขับรถไม่ถึง 10 นาที หลับในจนรถชนก็ยังไม่ได้สติ

ผมเคยลั่นไว้ว่า ผมจะลดน้ำหนักเหลือเลข 2 หลัก ให้ได้ก่อน 12 ส.ค. “ผมทำไม่ได้” มีแอบเซ็ง ผิดหวังนิดหน่อย แต่ก็ไม่หยุดที่จะทำ แล้วก็มีความเชื่อว่าถ้าทำซ้ำ ๆ มันจะดีขึ้น แล้วมันก็ดีขึ้นจริง ๆ

ผมลดน้ำหนักด้วยการวิ่ง และคุมอาหารอย่างเคร่งครัดโดยได้รับคำปรึกษาจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทั้งเรื่องการวิ่งแล โภชนาการ ผมสู้กะความขี้เกียจของตัวเองทุกวันว่า ต้องไปวิ่ง และผมมักเป็นผู้ชนะความขี้เกียจ

ผมมีต้นแบบที่ดีอย่าง “พี่นะ – นฤพนธ์ ประธานทิพย์” มีที่ปรึกษาที่ดีจากคนรอบตัว มีกำลังใจที่ดีจากคนที่โพสให้กำลังใจ คนที่ติดตามผมทางเฟซบุ๊กของผม จะรู้ว่าผมพยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองขนาดไหน

ผมทำมันอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ตอนนี้ผมมีเป้าหมายใหญ่คือต้องจบ บางแสน42 ให้ได้ ผมมักเป็นผู้ชนะมาตลอด ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน

  • ขอเล่าเรื่องวิ่ง จาก คุณ จักรพันธ์ ปันตา

เมื่อก่อน เรารับขึ้นเวรอย่างเดียว นอนน้อย ใน 24 ชั่วโมง เราทำงาน 16 ชั่วโมง ทุกวัน กิน นอน ทำงาน วนไป จนจากคน น้ำหนัก 55 กก. ขึ้นมา 98 กก. วันหนึ่งเราลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินเซ วูบ เรากลัวจะเป็นโรคร้าย กลัวการกินยา

เราเริ่มหันมาหาหนทางออกให้ตัวเอง โดยการปั่นจักรยาน เดิน วิ่งบ้าง และทางโรงพยาบาลสารภีที่เราทำงาน ท่าน ผอ. ได้จัดโครงการให้พนักงาน มาออกกำลังกายวันละ 30 นาที แล้วลงในไลน์กลุ่ม เพื่อนกระตุ้นทุกทุกวัน จากนั้นก็ตั้งชมรมวิ่ง เพื่อสุขภาพ ใครลดน้ำหนักได้มีรางวัล แล้วก็มีโครงการหมอชวนวิ่ง วิ่งเดินการกุศลในแต่ละตำบล กระแสที่มาแรง วิ่งกับพี่ตูน

อุ๋ย!! เกือบลืม สมัยก่อนเราเคยวิ่งพักหนึ่งแล้วเราหยุด เพราะเราอยากหาเงินเยอะไป เมื่อก่อนเราเคยรู้จักกับพี่สไปร์เดอะแมน พอไปเจองานวิ่งก็ได้สวัสดีทักทายเราก็เลยถาม พี่ผมอยากเป็นเงาะ ผมขอแต่งเงาะวิ่งกับพี่ได้ไหม พี่ได้สิ จากที่วิ่งธรรมดา ปรากกฏว่า บรรยากาศงานวิ่งสนุก ได้มิตรภาพ ได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง วิ่งว่าสนุกมากแล้ว การมาวิ่งแฟนซี สนุกมากกว่าอีก

จากนั้นเรา ก็เสพติดการวิ่ง เสพติดแฟนซีเป็นต้นมา น้ำหนักเราลด สุขภาพเราดีขึ้น เราพาครอบครัวเรามาวิ่งด้วย จนเดี๋ยวนี้ เมียและลูกเรา ก็แต่งแฟนซีนะ เราวิ่งกันทุกเย็นหลังเลิกงาน ตอนนี้ น้ำหนัก เราคงที่ 70 แต่เราไม่มีพุงไม่มีเหนียง แล้ว ต้องขอบคุณทีมสารภีฮอสพิทอลรันนิ่งคลับ และทีมแฟนซีเชียงใหม่ มาก ๆ ครับ

  • ขอเล่าเรื่องวิ่ง จาก คุณ หทัยรัตน์ จิ๋วมา

10 ที่แล้วไม่เคยออกกำลังกาย พี่พยาบาลท่านหนึ่งพยายามชวนให้ออกกำลังก็ไม่เคยสนใจ แล้ววันหนึ่งได้เข้าค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิทยากรให้เราเขียนใส่กระดาษว่าต้องการมีอายุอยู่อีกกี่ปี เราเขียนไปว่า 40 ปี วิทยากรถามว่าจะอยู่ไปทำไมอีก 40 ปี เราตอบว่าอยู่กับลูกและสามีคนที่เรารัก

วิทยากรบอกว่าอยากอยู่กับคนที่เรารัก แต่คุณยังไม่รักตัวเองเลย แล้วคุณจะอยู่กับคนที่คุณรักได้อีกสักกี่ปี? คำพูดของวิทยากรทำให้เราคิดได้

หลังจากนั้นก็เริ่มออกกำลัง โดยการวิ่ง เพราะคิดว่าการวิ่งง่ายที่สุด แต่ก็วิ่งได้ไม่กี่วันปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด ท้อมากแต่ก็ยังคิดอยากจะอยู่กับคนที่เรารักไปนาน ๆ จึงกลับมาเดินช้า ๆ แล้วก็เริ่มเดินให้เร็วขึ้นจนกะทั้งวิ่งได้ สลับกับการปั่นจักรยาน น้ำหนักก็ลดลงจาก 75 เหลือ 60 กก.

จากวันนั้นถึงวันนี้ เราออกกำลังกาย 10 ปี แล้วน้ำหนักก็มีหลุดบ้างทุก วันนี้ก็ยังวิ่งอยู่ รูปซ้ายไม่เคยออกกำลังกายตอนน้ำหนัก 75 รูปขวาปัจุบันน้ำหนัก 60 ถึงจะลดไม่มากแต่สุขภาพแข็งแรงนะคะ

  • ขอเล่าเรื่องวิ่ง จาก คุณ บะหมี่หมูย่างเตาถ่าน นายอาร์ต

ผมอยากมีชีวิตให้นาน ๆ จะได้มีเวลาดูแลพ่อแม่ ไม่อยากตายก่อนวัยอันควรเพราะโรคที่มาจากความอ้วน จึงเริ่มต้นออกกำลังกายมา 3 เดือนแล้วครับ จากน้ำหนัก 156.5 ตอนนี้เหลือ 138 กิโลกรัม และจะตั้งใจไปให้ถึง 100 กิโลกรัมให้ได้ตามที่ตั้งใจไว้ครับ

  • ขอเล่าเรื่องวิ่ง จาก คุณ Kitti Sa-nguantham

“วิ่งเพื่อลดน้ำหนักปีกว่า แล้วบ้าไปมาราธอน” เริ่มจากน้ำหนักตัวเกือบ 93 กก. แถมโรคประจำตัวอีก 2 โรค คือ ความดันสูง กับเก๊าท์ กรดไหลย้อน ที่กลางดึกลุกขึ้นมาหาอากาศหายใจ เกือบไม่รอด เกือบไม่ได้อยู่ดูลูกโต แรงจูงใจในการลดน้ำหนัก แรก ๆ คือปัญหาสุขภาพ ที่อยากแข็งแรงขึ้นวิ่ง เดิน ๆ วิ่ง ๆ รอบ ๆ บ้านก่อน เจ็บเข่าบ้าง ปวดขาบ้าง แอบลงงานวิ่งบ้าง ฝันแบบเลื่อน ๆ ลอย ๆ “ไอ้อ้วนอย่างเราจะจบมาราธอนได้ไหม” แล้วก็หยุดฝัน

ซึ่งเป็นความฝันที่ดูไกลแสนไกล แต่ถูกขยับให้ใกล้ขึ้น ๆ ด้วยคำเพียงไม่กี่คำ … อดทน วินัย เริ่มจากวิ่งไม่ถึงสามร้อยเมตร ต้องเดินหอบ ลงฟันรันแรก 3.5 กม. เดินเกือบตลอดทาง มา 10 กิโลแรกเกือบ 1.50 ชั่วโมง ตึงไปหมดหลังวิ่ง มีทะเลาะบันไดด้วย

ช่วงวิ่งใหม่ ๆ ตอนนั้นมองว่ามาราธอนนี่ไกลเกินเอื้อม ไม่เคยหวังเลย และไม่เคยคิดเลยจะวิ่งได้ไกลขนาดนั้น … พออดทนทำมันซ้ำ ๆ ทุก ๆ วัน วิ่งวันละ 2-3 กม. วิ่งสลับเดินบ้างช่วงแรก ๆ (หนักไปในทางเดิน) มีวิ่งต่อเนื่องได้ถึง 1 กม.ได้โครตดีใจ ไปต่อสิ 2 กม. ก็น่าจะได้สิ โดยใช้วิธีลดความเร็วลงให้ไปต่อได้อีก พอหัวใจเข้าสู่โหมดแอโรบิคได้ ต่อเนื่องได้ก็ค่อย ๆ เพิ่มทีละนิด ๆ 3-5 กม. ทุก ๆ วัน เช้า – เย็น

ช่วงอินเลิฟการวิ่งตั้งนาฬิกาปลุกให้ตื่นตี 4 มาวิ่งก็บ่อยครั้ง พอผ่านสิบโลแรกได้ ก็อยากทำมันให้ดีขึ้น ก็วิ่งลงงานสิบโลบ่อยครั้ง ซ้อมโซนสองบ่อยครั้ง วิ่งยาวสิบโลบ่อยครั้ง วิ่งให้ชินกับระยะนี้ วิ่งให้หายตื่นกลัวกับระยะนี้

สิ่งที่ได้นอกจาก เวลาที่ดีขึ้น ๆ เรื่อย ๆ ก็คือน้ำหนักที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้วิ่งได้สะดวกคล่องตัวขึ้น จนใจคิดฮึกเหิมตั้งเป้าหมายต่อ เห้ยอย่างงี้ก็ไปฮาล์ฟฯ 21 กม. ได้สิ สิบฉันยังผ่านได้เลย ก็เลยให้เวลากับมันมากขึ้นกว่าเดิม ขุดตารางซ้อมทั้งจากในเพจ ในเว็บ ในเฟซบุ๊กกลุ่มห้องวิ่งต่าง ๆ มาปรับประยุกต์ใช้วางแผนตารางซ้อมตัวเอง

ตอนนั้นสนิทกับคุณวินัย และคุณอดทนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซ้อมครบตามตาราง มีทั้งเทมโป ลองรันยาว ๆ คุณต้องฮิทระยะถึงเท่านี้ก่อนไปฮาล์ฟฯ นะ แล้วลดเทปเปอร์ลงทำตามหมด พอฮาล์ฟฯ แรกตื่นเต้นกว่าสิบโลแรกแต่ก็จบมาได้แบบเวลาไม่น่าเกลียดมาก (2.35 ชั่วโมง)

ฮาล์ฟแรกที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่สองคน ชื่อว่าคุณตระคริว และคุณ itb ซึ่งคุณสองคนนี้มาทักทายพร้อมกันที่ กม. เกือบ 20 ก่อนเข้าเส้น 1 กม. คุณตระคริวสอนให้เราให้ความสำคัญในการยืดเหยียดมากขึ้น ให้เราเข้าใจว่าคำว่าวิ่งควรเติมเกลือแร่ พลังงานระหว่างทางบ้าง ซึ่งมองข้ามจุดนี้ไปเลย

ส่วนคุณ itb สอนให้เราให้เราพักกล้ามเนื้อ และสอนให้เราสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อมากขึ้นด้วยการเวทเทรนนิ่ง โดยเฉพาะท่า Wall Squat ช่วยให้คุณ itb มาบอกลาหายจากชีวิตเราไป พอจบฮาล์ฟฯ แรก ก็วิ่งต่อจนไปได้ยินหลาย ๆ ประโยคที่พูดกันในเน็ตบ่อยครั้งว่า “ครั้งนึงในชีวิตนักวิ่งคุณต้องลองผ่านมาราธอนดูสักครั้ง” “ถ้าคุณอยากเปลี่ยนชีวิตให้วิ่งมาราธอน” “มาราธอนแรกมีแค่ครั้งเดียว” “มาราธอนจะเปลี่ยนชีวิตคุณ”

จนเราคิดว่าเอาวะ ครั้งนึงลองดูหน่อยจะเป็นไร ฝันไปไกลมากตอนนั้นฝันจะจบมาราธอนต่างประเทศด้วย แต่ขอจบมาราธอนในประเทศไทยก่อน โดยขอเวลาซ้อมห้าเดือนหลังจากพิชิตระยะฮาล์ฟฯ ได้แล้วในเดือนธันวาคม เลยสมัครมาราธอนแรกที่หัวหินเดือนพฤษภาคม ซึ่งมีเวลาซ้อมพอสมควร เหมือนเดิมสิ ขุดข้อมูลทุกอย่างที่มี มาใช้สร้างตารางซ้อมเหมือนเดิม

โดยระยะฮิทที่ต้องวิ่งให้ถึงก่อนไปยาวขึ้นเป็น 30-35 กม. เวท มาครบกับอาหารการกินต้องเลือกกินที่ช่วยเรื่องพลังงานทั้งก่อนวิ่ง หลังวิ่ง คาร์บ โปรตีน โซเดียม ฯลฯ

ถึงวันฟูลแรกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ นอนได้ไม่ถึงสองชั่วโมง วิ่งไปถึงเกือบ 30 กม. คุณตระคริวมาเยือนกัดฟันเดินจนจบที่เวลา 6.41 ชั่วโมง น้ำตาซึมด้วยความดีใจกับความรู้สึกที่ทำได้แล้ว นายทำได้แล้ว จบมาแบบรู้สึกดีบวกความรู้สึก คา ๆ ใจเล็ก ๆ ที่หัวใจยังไปต่อได้แต่ขาเจ็บ แต่ก็เก็บความรู้สึกนั้นมาตลอดจนกระทั่งมือคัน ไปสมัครล็อตโต้ Osaka Marathon 2019

เป็นครั้งแรกที่สมัคร และไม่คิดว่าจะได้ เพราะโอกาสคือ 1 ใน 10 คน สมัครหลายแสนคนโควต้าแค่หลักหมื่น ผลออกมามีชื่อเรา งานเข้าละสิ แต่มีเวลาเตรียมตัวเกือบสี่เดือน คิดในใจโอกาสแก้มือมาแล้ว งานนี้ต้องดีกว่าเดิม

งานนี้ได้ซ้อมลองรันก่อนไปถึง 32 กม. โดยใช้วิธีลงงานวิ่งเขาชะโงก ซึ่งได้ซ้อมทั้งระยะและซ้อมเนินชัน ๆ และแล้ววันวิ่งต่างแดนก็มาถึง 1 ธ.ค. 2562 โอซาก้ามาราธอน

ผมใช้รองเท้า vff ห้านิ้วคู่ใจ วิ่งฝ่าอุณหภูมิ 5 องศา เนื่องจากผมถูกปล่อยตัวในบล็อก H ซึ่งเป็นเวฟ 3 บล็อคสุดท้ายของงานเลย เวลาในการคัทออฟ ใช้เวลา gun time ซึ่งจุดคัทออฟมีถี่มาก 5, 10, 15, 21, 30, 35 และ 40 แต่เวลาคัทออฟไม่โหดมาก เพราะให้เวลารวม ๆ 7ชั่วโมง ช่วงปล่อยตัว เสียเวลาคลื่นขบวนคน 32,000 คน ทำให้เสียเวลาไป 25 – 30 นาที

ช่วง 10 กม. แรกจึงต้องทำเวลานิดนึง ไม่งั้นโดนเก็บขึ้นรถบัส สภาพสนามก็วิ่งวนในเมือง แต่ที่ประทับใจคือกองเชียร์ สองข้างทางซึ่งเยอะมาก ๆ พูดเชียร์ให้กำลังใจตลอด “กัมบัตตะเนะ,ไฟโต้ บางทีก็เจอกองเชียร์คนไทย ก็จะดีใจมาก ฮ่า ๆๆ มีการแสดง โชว์ตีกลองตามวัฒนธรรมพื้นถิ่นของชาวโอซาก้า ในหลาย ๆ จุด

บ้างก็มีแสดงดนตรีร้องเพลงเชียร์ ไฮไลท์งานนี้ดีตรงเกลือแร่ทุกจุดให้น้ำ กล้วย ส้ม จุดขนมในระยะ 20 ปลาย ๆ ไปแล้ว ขนมนานาชนิดมาก วิ่งไปกินไปเพลินจนลืมเวลาเลย ปีนี้เป็นปีแรกที่เปลี่ยนทางวิ่งใหม่ จุดเริ่มต้นกับจุดสตาร์ทคือ ปราสาทโอซาก้า แถมเส้นทางวิ่งปีนี้เกนความชันโหดมาก 280 เพราะมีเนินสะพานดักในระยะ 30, 35 และ 40

ผู้จัดเข้าใจเลือกระยะ ระยะกำลังหมดทั้งนั้น แต่เลือกเดินเพราะชันมาก วิ่งจนจบรับผ้าขนหนูฟินิชเชอร์ตามธรรมเนียมพร้อมเหรียญสวย ๆ วิ่งเข้าเส้นมีน้ำตาคลอมากกว่าฟูลแรก จริง ๆ แอบร้องไห้ตั้งแต่กม. ที่ 40 แล้ว แค่คิดว่าตัวเองผ่านเส้นชัยน้ำตาก็ไหลแล้ว เข้าใจเลยว่าการต้องเอาชนะใจตัวเองเป็นยังไง “เพราะมาราธอนแรกมีแค่ครั้งเดียว มาราธอนต่างแดนก็เช่นกัน”

ดีใจแก้มือสำเร็จ ไม่ติดใจอะไรแล้ว ไม่เจอคุณตระคริว ได้วิ่งยาว ๆ สามสิบกว่ากม. ท้าย ๆ มีเดินสลับวิ่งบ้างช่วงเนิน เดินกินขนมซึ่งเยอะมาก ๆ ถ่ายรูปกองเชียร์บ้าง แต่เวลาดีกว่าฟูลแรกเกือบชั่วโมง น้ำตาที่ไหลส่วนนึงคงมาจากตรงนี้ด้วย ผมทำได้แล้ว ผมทำสำเร็จแล้ว การเดินทางอันแสนไกลของผมสำเร็จแล้ว

ถามว่าผมจะไปต่อไหม ไปต่อสิ ปีหน้าไปพิชิตระยะอัลตร้ามาราธอน เพื่อท้าทายจิตใจตัวเอง เจอกันอัลตร้า 10 ชั่วโมง