หลายๆ ครั้งที่เราวิ่ง โดยเร่งความเร็ว ระบบหายใจของเราไม่เป็นจังหวะ กระหืดกระหอบบ้าง หายใจไม่ทันบ้าง ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น ก็ไม่รู้ว่าจะต้องหายใจยังไงให้ทัน

ถ้าสังเกตดีๆ การหายใจของเรา จะสัมพันธ์กันกับการก้าวขา และควรหายใจแบบธรรมชาติ โดยให้ลมหายใจผ่านเข้า ออก ทางจมูก ส่วนการหายใจทางปาก เอาไว้สำหรับเวลาที่เราวิ่งเร็วมาก โดยหัวใจจะเต้นประมาณ  80-90 % ของอัตราเต้นสูงสุดของหัวใจ

ยิ่งวิ่งเร็ว การหายใจเข้าออกของเราก็จะถี่ขึ้น ตามหลักการหายใจโดยทั่วไป บอกว่า
ให้เราใช้จังหวะ 2-2 คือ หายใจเข้า 2 , หายใจออก 2
หายใจเข้าพร้อมก้าวเท้าขวา นับ 1 เท้าซ้ายลงพื้นนับ 2
หายใจออก เท้าขวาลงพื้นนับ 1 เท้าซ้ายลงพื้นนับ 2
จบรอบการหายใจจังหวะ 2-2
และเริ่มนับใหม่อีกครั้ง วนไปจนกว่าเราจะวิ่งจบ

สิ่งที่ไม่ควรทำเลย คือ การหายใจไม่เป็นจังหวะ เดี๋ยวช้า เดี๋ยวเร็ว ตามใจตัวเอง ทำให้เราสูดออกซิเจนไม่เพียงพอ
ต่อความต้องการของร่างกาย และทำให้เราเหนื่อยเร็วกว่าเดิมด้วย

และยังมีการหายใจแบบ 3-2 คือ หายใจเข้า 3, หายใจออก 2
หายใจเข้า พร้อมก้าวเท้าขวา นับ 1 เท้าซ้ายลงพื้นนับ 2 และเท้าขวาลงพื้นนับ 3
หายใจออก เท้าขวาลงพื้นนับ 1 เท้าซ้ายลงพื้นนับ 2
จบรอบการหายใจจังหวะ 3-2
และวิ่งวนลูปแบบนี้ต่อไปจนครบเป้าหมาย

ตามข้อมูล เค้าบอกว่า การหายใจจังหวะ 3-2 จะช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้ดีขึ้น เพราะจังหวะที่เราหายใจเข้า
กล้ามเนื้อจะหดตัว และสร้างความเสถียร ให้กล้ามเนื้อส่วน core ได้มากที่สุด เมื่อหายใจออกกล้ามเนื้อจะยืดตัว
ในสภาวะผ่อนคลาย ลดความเสถียรของกล้ามเนื้อส่วน core ลง

การวิ่งที่จดจ่อกับลมหายใจ จะทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น ไม่คิดฟุ้งซ่าน ฝึกการทำใจให้สงบด้วยการวิ่ง เรียกได้ว่า เป็น “การวิ่งสมาธิ”, ก็ไม่ผิด เพราะจิตใจเราโฟกัสกับลมหายใจ ไม่คิดฟุ้งซ่าน ใช้เวลาอยู่กับตัวเองล้วนๆ

แต่สิ่งที่จะต้องไม่ลืมอีกอย่างในขณะวิ่งเลย คือ การจัดท่าทางการวิ่งให้ถูกต้อง ครูดิน – อ.สถาวร จันทร์ผ่องศรี เคยเขียนเอาไว้ว่า ท่าทางการวิ่งที่ดี แกนกลางของร่างกายควรเป็นเส้นตรง สายตามองพื้นข้างหน้าประมาณ 30 – 40 เมตร แขนกับขาทำงานสัมพันธ์กันเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการหายใจ แกว่งแขนตัดลำตัวเล็กน้อย ร่างกายท่อนบนควรนิ่งไม่โยกหรือส่ายไปมา ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้าเสมอ เข่าหน้าควรงอเล็กน้อยเสมอ เมื่อเท้าสัมผัสพื้นไม่ควรแช่เท้านานให้ยกขึ้นทันที ถ่ายโมเมนตัมไปข้างหน้าเล็กน้อย จนรู้สึกว่าขาจะขยับก้าว ตัวจะพุ่งไปข้างหน้าจะช่วยให้เบาแรง ลดแรงกระแทกและวิ่งลื่นไหลขึ้น 

ลองฝึกจังหวะการหายใจเข้าออกดูนะคะ เพื่อจะได้หายใจได้อย่างถูกต้อง ขอให้มีความสุขกับการวิ่งค่ะ