วิ่งแล้วรู้สึกเหนื่อย: เราเหนื่อย หรือเบิร์นเอาท์กันแน่?

200

มีใครมีความรู้สึกว่า วิ่งแล้วรู้สึกเหนื่อยบ้าง? อ้าว … แล้ววิ่งแล้วใครมีไม่เหนื่อยบ้างล่ะ ฮ่า ๆ แต่ความเหนื่อยที่เรากำลังถามอยู่นี้ ไม่ใช่ความเหนื่อยทางร่างกายนะ มีบ้างไหมที่เรารู้สึกว่าเราเหนื่อยที่จะทำอะไรสักอย่างเช่น การออกไปวิ่ง หรือแม้กระทั่งตอนที่เราได้ออกไปวิ่งแล้วก็ตาม ความเหนื่อยดูเหมือนไม่ใช่ความเหนื่อยปกติก็ประดังเข้ามา

ตัวเราเองอาจจะไม่ได้คิดอะไร คิดว่ามันเป็นความเหนื่อยธรรมดาของตัวเอง แต่ลองกลับมาสังเกตตัวเองดูก่อนว่าเป็นความเหนื่อยทางร่างกายจริง ๆ หรือเราเบิร์นเอาท์จากการวิ่งหรือป่าว แล้วจะสังเกตยังไง เรามีวิธีมาดูอาการเบิร์นเอาท์กัน

1. รู้สึกว่าเราวิ่งไม่ได้เหมือนเดิม
หากเรารู้สึกว่าเราวิ่งไม่เป็นตามฟอร์มเดิมของเรา เช่นเราใช้เวลาในการวิ่งระยะเท่าเดิมแต่นานกว่าเดิม หรือการซ้อมไม่ราบรื่นเหมือนเมื่อก่อน เราอาจจะต้องลองเบรกการซ้อมนั้นไว้ หยุดพักไปสักพัก หรือลดจำนวนวันซ้อมลง เมื่อเรารู้สึกดีขึ้น ก็ค่อยกลับมาซ้อมตามเดิม ถ้าหากลองหยุดพักแล้วไม่เห็นผล เราอาจจะต้องมาปรับตารางซ้อมใหม่ หรือตั้งเป้าหมายใหม่ เพื่อให้ไม่หนักเกินไปจนอาจจะทำให้เราเบิร์นเอาท์ได้อีกครั้ง

2. รู้สึกว่าการซ้อมวิ่งกลายเป็นภาระ หรือความรู้สึกผิดที่ต้องทำ
แน่นอนว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นได้กับนักวิ่งทุกคน แม้กระทั่งนักวิ่งที่หลงรักการวิ่งแล้ว ถ้าหากวันไหนเราเริ่มรู้สึกว่า ตารางการวิ่งของเราเริ่มกลายเป็นภาระกับกิจวัตรประจำวันของเรา หรือเราเริ่มรู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ไปซ้อมตามตารางที่เราลงไว้บ่อยครั้ง หรือง่าย ๆ คือเราขาดความรู้สึกที่อยากจะทำสิ่งนี้ไป อาจจะลองปรับเปลี่ยนตารางการซ้อมใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเบิร์นเอาท์ในการวิ่งของเรา

3. รู้สึกหิว หรือกินมากกว่าปกติ
หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่เวลาเราเห็นอาหารน่ากินทำให้เราอยากกินตามไปด้วย แต่ถ้าเริ่มอยากหิวบ่อยครั้ง กินจุกจิกมากกว่าปกติ โหยหาของเค็ม ของหวาน แม้ว่าวันนั้นเราจะออกกำลังกายเบา ๆ ไม่ได้หนักมาก นี่อาจจะเป็นสัญญาณว่าเรามีความเครียด โดนเจ้าฮอร์โมนคอร์ติซอล ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อความเครียด กระตุ้นความรู้สึกอยากอาหาร

ลองดูว่าในเรามีความเครียดอะไรในชีวิตประจำวันหรือไม่ หากเช็คดดูแล้ว กิจวัตร หรืองานที่ทำในทุกวันไม่ได้ก่อให้เกิดความเครียด ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าตารางการซ้อมของเราอาจจะเข้มข้นเกินไป จนทำให้เรากังวล และวิ่งไม่มีความสุข วิธีแก้ก็ง่าย ๆ คือการปรับเปลี่ยนตารางซ้อมของตัวเองให้เหมาะสม ไม่ให้แน่นเกิน เราจะได้วิ่งอย่างมีความสุข

4. รู้สึกกังวลกับความสัมพันธ์ระหว่างคนรอบข้าง
เรื่องนี้ก็ส่งผลให้เราเบิร์นเอาท์ในการวิ่งได้เหมือนกันนะ การที่เรามีตารางการซ้อมที่อาจจะไปทับเวลาครอบครัว หรือเวลาที่เราจะได้พบปะกับเพื่อนฝูง อาจจะทำให้เราสองจิตสองใจว่าจะเอาเวลาไปซ้อม หรือเอาเวลาไปพบปะกับเพื่อนฝูงดี ความกังวลนี้อาจจะทำให้เราหมดอารมณ์ที่จะไปวิ่งเลยก็ได้นะ เราอาจจะลองชวนเพื่อน หรือครอบครัวไปวิ่งกับเราด้วยก็ได้ หรือปรับตารางการซ้อมของเราให้สมดุลกับเวลาส่วนตัวก็ดีเช่นกัน

5. รู้สึกไม่มีความสุขนานกว่าปกติ
เป็นเรื่องปกติในทุก ๆ คน สำหรับเรื่องของอามรณ์ และความรู้สึก บางวันอารมณ์ดี บางวันก็เศร้า ผสมกันไปตามสถานการณ์ที่เราเจอ แต่หากเรารู้สึกว่าเราไม่มีความสุขหลาย ๆ วันเข้า ก็อาจจะส่งผลกระทบกับการซ้อมวิ่งของเราได้เหมือนกัน ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องวิ่ง ยังรวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ อารมณ์ขุ่นมัว ติดลบแบบนี้ ยิ่งทำให้เราขาดความกระตือรือร้นในการจะทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ซึ่งรวมไปถึงการวิ่งที่อารมณ์อาจจะทำให้เรารู้สึกเบิร์นเอาท์ไปเลยก็ได้

อาการเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งที่เราจะสามารถเช็คตัวเองจากอาการเบิร์นเอาท์จากการวิ่งได้บ้าง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วยส่วนหนึ่ง บางทีเราอาจจะเพียงแค่ขี้เกียจ หรือบางเรื่องอาจจะเป็นนิสัยปกติของเรา อย่างไรก็ตาม การปรับตารางซ้อมให้เหมาะสม ไม่มากจนหนักไปก็ หรือการหยุดพักบ้างในบางวันก็มีส่วนช่วยให้เราไม่เบิร์นเอาท์จากการวิ่งได้

สิ่งสำคัญที่สุดคือการซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ถามคำถามกับตัวเองว่า
สรุปแล้ว การวิ่งทำให้เรามีความสุข หรือทำให้เราทุกข์กันแน่?

เราหวังว่ามันคงจะไม่เป็นอย่างหลังนะ ไม่ว่าใครที่กำลังเกิดอาการเบิร์นเอาท์จากการวิ่งกันอยู่ ก็ขอเป็นกำลังใจให้กลับมาวิ่งอย่างมีความสุขเหมือนเดิมนะ

อ้างอิง:
Is It Fatigue or Burnout?
คอร์ติซอล (Cortisol)