เคยเป็นกันไหมที่เราหายจากการวิ่งไปสัก 2 อาทิตย์ ถึง 1 เดือน อาจจะด้วยเหตุผลอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น ฝุ่นเอย งานเยอะเอย หมดใจจะวิ่งเอย (ฮ่าๆๆ) และเมื่อเรากลับมาวิ่งอีกครั้ง กลับเหนื่อยกว่าเดิม หัวใจเต้นรัว ๆ ทั้งที่วิ่งเพซเดิมที่เคยวิ่ง

ยิ่งวิ่ง ก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งหัวใจเต้นเร็ว
ความอึดที่เคยมีก็ดูเหมือนจะหายไป
วิ่งไปก็ต้องต่อสู้กับตัวเอง และความเหนื่อยไป
ในใจก็จดจ้องอยู่กับลมหายใจ และจังหวะการก้าวเท้า
เพื่อซ้อมวิ่งให้ได้ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

อาการแบบนี้คือ “ความฟิตลดลง” เนื่องจากการที่เราห่างหายจากการวิ่ง และออกกำลังกายไปนานนับ 1 เดือน และถ้าหายไปนานกว่านี้ “ความฟิต” น่าจะหายไปหมด

“ถ้าเราไม่ได้วิ่งนาน 1 เดือน ความฟิตเราจะหายไปจริงไหม และหายไปเท่าไหร่?” คำถามนี้เราได้คำตอบจาก อ.ต้น – ชลชัย อานามนารถ นักวิทยาศาสตร์การกีฬาจาก ม.มหิดล ว่า

“ไม่ได้วิ่งหนึ่งเดือน เอาจริง ๆ ความฟิตก็จะลดลงประมาณนึงนะ ราว ๆ 20-25% ของประสิทธิภาพร่างกายตามปกติของเราเอง แต่ก็ต้องดูหลาย ๆ ปัจจัย ถ้าเราหยุดปุ๊ป เรื่องโภชนาการเรายังดี หรือมีกิจกรรมที่ได้ทำในแต่ละวัน ความฟิตก็ลดลงน้อยกว่าปกติ แต่ถ้าเราละเลยเรื่องโภชนาการ และทำกิจกรรมที่เคลื่อนไหวน้อยด้วย ความฟิตก็จะลดลงมาก”

“ถ้าเราซ้อมอย่างต่อเนื่อง โดยปกติ 4-6 สัปดาห์ ความฟิตก็จะกลับคืน แต่ส่วนใหญ่ในสัปดาห์แรก ๆ การกลับคืนก็จะเหนื่อยหน่อย แต่ผ่านมาซัก 1-2 สัปดาห์เราก็จะดีขึ้น วิ่งแล้วเหนื่อยน้อยลง ร่างกายก็จะปรับตัวไปเรื่อย ๆ ต้องให้เวลาข้อต่อ กล้ามเนื้อ เอ็นต่าง ๆ ในการฟื้นตัวและพัฒนาด้วย ถ้าไม่มีเวลาวิ่ง แต่ทำกิจกรรมอื่น ๆ ก็จะดี เช่น เดิน ว่ายน้ำ ให้เราได้ใช้ร่างกายมากขึ้น เพื่อคงประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อ และหัวใจไว้”

ส่วนการวิ่งในเดือนมีนาคม แม้จะเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูร้อน แต่ความร้อนนั้นไม่ปราณีเลยจริง ๆ อุณหภูมิพุ่งไปที่ 40 องศาในตอนกลางวัน ทำเอานักวิ่งต้องกลั้นใจวิ่งในช่วงนี้กันเป็นแถว

อ.ต้น ชลชัย เลยแนะนำว่า ต้องดื่มน้ำระหว่างวันให้บ่อยกว่าเดิม และในช่วงที่ซ้อมวิ่งก็ต้องจิบน้ำทุก ๆ 15-20 นาที การใส่เสื้อวิ่งแขนยาว หมวก และกางเกงขายาวจะช่วยป้องกันแสง UV ได้ ถ้าใครวิ่งช่วง 16:00 แล้วรู้สึกร้อนเกินไป อาจจะเลื่อนเวลาวิ่งเป็น 17:00 หรือ 18:00 เป็นต้นไปก็ได้ค่ะ

เป็น “นักวิ่ง” แล้วจะ “ไม่มีวันเลิกเป็น”
ไม่ว่าเราจะติดภารกิจไม่ได้วิ่งนานขนาดไหน
แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อกลับมาวิ่ง เราก็จะมี “ความสุข” ทุกครั้งนั่นแหละ