บางครอบครัวกล่าวถ้อยคำรักเป็นการแสดงความรัก บางครอบครัวดูแลกันและกันแทนคำบอกรัก บางครอบครัวกระชับความสัมพันธ์ด้วยการออกเดินทางท่องเที่ยวร่วมกัน ส่วน “ครอบครัวฉันทันต์” อานนท์ (ใหญ่) และอานันท์ (เล็ก) สองพี่น้องฝาแฝด ที่แฝดน้องขาพิการตั้งแต่อายุ 9 ขวบ “บอกรัก” กันและกันผ่าน “การวิ่ง”

ช่วงบ่ายของวันที่อากาศกำลังไม่ร้อนมาก รถเข็นคันกลางๆ ที่เปรียบเสมือนขาของชายหนุ่มร่างเล็กกำลังพา “เล็ก” อานันท์ ฉันทันต์ นักวิ่งวีลแชร์ เคลื่อนตัวมาด้วยความเร็วพอประมาณ แขนทั้ง 2 ข้างของเขาแสดงความแข็งแรงผ่านกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ข้อมือทั้ง 2 ข้างกำลังหมุนวงล้อของรถเข็นคันนั้นอย่างเป็นจังหวะ

“สวัสดีครับ” พี่เล็กเผยรอยยิ้ม และคำทักทาย “ผมไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะครับ เดี๋ยวพี่ชายผมจะตามมา” ช่วงแขนของเขาทั้ง 2 ข้างขยับวงล้อ และเข็นพาตัวเองไปที่ห้องน้ำอย่างคล่องแคล่ว ชายตัวเล็กที่นั่งบนรถเข็นคู่ใจของเขาเผยให้เห็นความแข็งแกร่งในการดำเนินชีวิตด้วยตัวของเค้าเอง

“สวัสดีครับ” ไม่นานนัก เราก็ได้ยินเสียงทักทายจากพี่ใหญ่ พี่ชายฝาแฝดของพี่เล็ก เขาทั้งสองคนมีใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มที่มีความสุขเหมือนกันทั้งคู่  มีน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยพลังบวกและมิตรภาพที่พร้อมหยิบยื่นให้กับผู้ฟังทุกถ้อยคำ

เราเริ่มต้นบทสนทนาแบบทั่ว ๆ ไป ถึงจุดเริ่มต้นในการวิ่งของฝาแฝดทั้ง 2 คน

พี่เล็ก : ผมเริ่มต้นวิ่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ใช้ชีวิตเหมือนพนักงานออฟฟิศทั่วไป และทำงานเยอะพอสมควร เรียกง่าย ๆ ว่า บ้างานเลยดีกว่าครับ มีอยู่วันหนึ่งที่รู้สึกว่าร่างกายเรามันฟ้อง คือ เราตื่นมาขยับคอไม่ได้ เป็นอัมพาตที่ขาไม่พอ ยังจะมาเป็นอัมพาตที่คออีก!! รู้สึกว่าถ้าเรากลับไปหนักอีก จะให้ญาติมาดูแลเราอีกก็ไม่ได้แล้ว เพราะเราโตในระดับนึงและหาเงินดูแลตัวเองได้ เราก็ต้องกลับมาดูตัวเองและทำให้ตัวเราแข็งแรง

ตอนนั้นรุ่นน้องวีลแชร์ที่เรียนมาด้วยกัน ชื่อน้องบูม เค้าเห็นพี่ตูน บอดี้สแลมวิ่งได้ 2 งาน เค้าก็เลยลงวิ่งบ้าง แล้วก็มาชวนผมไปวิ่ง บอกว่าสนุกดี เราก็สมัครวิ่งไปแบบไม่รู้เรื่องหรอกว่างานวิ่งเป็นยังไง แบบไหน ก็ชวนพี่ใหญ่ไปวิ่งด้วยกัน ตอนนั้นผมก็จำแฝดพี่ไม่ได้ละครับ ฮ่าๆๆ เพราะเขาน้ำหนักปาไป 90 กก. ได้

พี่ใหญ่ : ตอนนั้นพี่ไม่รู้อะไรเลย ต่างคนต่างสุขภาพไม่ดี เลยคุยกันว่าจะเอายังกับชีวิตต่อไป อนาคตข้างหน้าถ้าสุขภาพเราแย่ลง เราดูแลกันไม่ไหวนะ เราเลยต้องทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ก็เลยลองวิ่งกับน้องดู

“วิ่งด้วยกัน”  กลุ่มวิ่งที่เปิดโลกของคู่แฝด

พี่ใหญ่ : กลุ่มวิ่งด้วยกัน run2gether ได้เปิดโลกของผมใหม่หมดเลย การวิ่งของเราไม่ได้แค่วิ่งอย่างเดียวละ แต่เรามีเพื่อนน้องที่เป็นผู้พิการเหมือนกัน ได้เห็นใจที่แข็งแรงกว่าเรา โดยที่เค้ากล้าออกมาเจอโลก เจอเพื่อน สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับผม ผมเห็นสังคมยอมรับคนพิการมากขึ้น เชื่อว่า เราไม่ได้แตกต่าง แรก ๆ เราอาจจะรู้สึกไปเองว่าแตกต่าง เพราะเค้าคือคนพิการ แต่พอมาสัมผัสจริง ๆ เค้าเป็นมนุษย์โลกคนนึง ไม่ได้ขาดเหลืออะไร เค้าก็รู้สึกเจ็บ มีความรู้สึกดีใจ เสียใจ เราไม่ได้แตกต่างอะไรกันเลย เรามีโอกาสได้วิ่งด้วยกัน ไปกินข้าวด้วยกัน กลายเป็นอีกสังคมที่เปิดใหม่ และเป็นพลังบวกที่ดีครับ

พี่เล็ก : ตอนนั้นก็ป้ายยากันไปมาในกลุ่มวิ่งด้วยกัน ตอนนั้นมีวีลแชร์ประมาณ 7-8 คัน เพราะเราได้ลงงานวิ่งทุกเสาร์ – อาทิตย์ ช่วงนั้นมีนักวิ่งตาบอดเป็นกลุ่มแรก ๆ หลังจากนั้นเริ่มมีนักวิ่งพิการทางสายตา ตอนนี้กลุ่มวิ่งด้วยกัน run2gether มีหลายจังหวัด และขยายไปต่างประเทศด้วย ผมมีโอกาสไปที่บัลแกเรียกับกลุ่มวิ่งด้วยกัน เป็นการให้โอกาสและเปิดมิติใหม่ในแต่ละที่ รู้สึกดีใจมาก ๆ หวังว่าให้มันค่อยเติบโตไปเรื่อย ๆ

“ทะเลาะ” เพื่อ “เรียนรู้ และรักกัน” มากขึ้น

พี่เล็ก : ระยะที่วิ่งไกลที่สุดคือ 42.195 กม. วิ่งมาแล้ว 2 งานครับ ตอนนั้นวิ่งกับพี่ใหญ่ที่จอมบึงมาราธอน เละเทะมาก ฮ่าๆๆ คือ ซ้อมไม่ถึง แต่ละสนามไม่มีคำว่า DNF รู้สึกว่า “ได้เริ่มแล้ว มันต้องจบ” แม้จะฝนตก พายุมา แดดออก ผมก็ไปและต้องไปให้ถึง เรา 2 คนพี่น้องชวนกันมาสร้างสุขภาพที่ดีถูกทางแล้ว และจะทำต่อๆ ไป ผมดีใจมากที่สุขภาพของพี่ผมดีขึ้น

พี่ใหญ่ : ผมเองเมื่อได้วิ่งแล้วก็ต้องจบเหมือนกัน จริง ๆ เรา 2 คนทะเลาะกันไปตลอดทาง เป็นคู่ที่วิ่งไปทะเลาะกันไป แต่เดี่ยวก็ดีกัน เช่น พูดไม่เข้าหูก็โวยวายใส่กัน คนอื่นก็จะเห็นภาพว่าเราทะเลาะกันตลอดทาง บางทีเตือนน้องให้ระวังรถ ให้กำลังใจน้อง เราก็พูดเสียงดังจนเค้าคิดว่าเราดุน้อง แต่เราก็ให้กำลังใจกัน การวิ่งระยะนี้เราได้ทั้งน้องที่รักกันมากขึ้น ได้ทั้งเพื่อนข้างๆ ได้เพื่อนใหม่ที่เข้ามา ได้เห็นบรรยากาศสนาม

การที่เราจะเป็นไกด์รันเนอร์ให้น้องได้ เราต้องแข็งแรงกว่า เพราะเวลาน้องเข็นรถเข็นความเร็วจะอยู่ที่เพซ 6:30 ผมต้องซ้อมวิ่งทุกรูปแบบทั้ง อินเทอร์วอล เทมโป โซน2 ฯลฯ เพื่อให้ตัวเองแข็งแรงกว่าน้อง พาน้องเข้าเส้นชัยพร้อม ๆ กัน

ร่างกายไม่ใช่อุปสรรค ขอแค่ “ศรัทธา”

พี่เล็ก : เคยมี 1 งานที่ผมวิ่งแล้วเกือบ DNF งานนั้นสอนบทเรียนผมเยอะมาก คือ ผมเจอพี่นง ทนงศักดิ์ ตอนที่ผมหน้าซีดเซียวและไม่ไหวแล้ว ครั้งนั้นลงวิ่งระยะ 25 กม. พี่นงบอกผมว่าให้ “ศรัทธา” ถ้าเราอยากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราต้องศรัทธา และเชื่อก่อนว่าเราทำได้ และเชื่อในตัวเองให้มากที่สุด แล้วเราก็จะข้ามผ่านมันได้

“วิ่งด้วยกัน”

พี่เล็ก : วิ่งด้วยกัน คือ ทำอะไรไปพร้อมกัน เราอาจจะทำช้ากว่า แต่เราก็พยายามจะทำ ทำได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่คือเราวิ่งไปพร้อม ๆ กัน

พี่ใหญ่ : สำหรับผม คือ ทำให้สามัคคีกันมากขึ้นมีพลังบวกกันมากขึ้น ความสุขที่ผมได้รับจากการวิ่ง คือ เราได้มีเวลาให้กันมากขึ้น เหมือนเราแชร์ปัญหาให้กันมากขึ้น การซ้อมวิ่งเราไม่ได้แค่ซ้อมให้จบ ระหว่างทางเรามีเรื่องคุย ไปถึงจุดหมายด้วยกัน  ทำให้เราอยู่ด้วยกันมากขึ้น เวลาตรงนี้คือความสุขของผม

การวิ่งด้วยกันของพี่เล็กและพี่ใหญ่ ยังเป็นที่ประทับใจของนักวิ่งที่พบเห็นเสมอ แม้ว่าหลายๆ ครั้งที่พี่ใหญ่ได้เป็นไกด์รันเนอร์ให้กับนักวิ่งพิการทางสายตา นักวิ่งออทิสติก ฯลฯ ในกลุ่มวิ่งด้วยกัน หรือหลาย ๆ ครั้งเราได้เห็นพี่เล็ก มีไกด์รันเนอร์สาวสวยคู่ใจมาคอยวิ่งเคียงข้าง หรือเพื่อน ๆ พี่เล็กมาเป็นไกด์รันเนอร์ แต่สายใยของพี่น้องฝาแฝดคู่นี้ก็ไม่เคยแยกจากกัน ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม และจะกระชับความรักของพี่น้องให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีก เมื่อพวกเขา “วิ่งไปด้วยกัน”