12 ประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้มนักวิ่ง

48

เคยไหมที่พบว่าตัวเองวิ่งตอนเช้า แล้วอารมณ์ดีมีความสุขตลอดวัน เป็นความสุขง่ายๆ ที่ค้นพบแล้ว รักที่จะตื่นไปทำแบบไม่อิดออด

หนังสือเล่มดังขายดีชื่อ “Running Cheaper than Therapy” ของ Chas Newkey-Burden (2018) แจกแจงเรื่องนี้ไว้น่าสนใจว่าความสุขที่นักวิ่งได้รับนั้น เป็นประโยชน์กับร่างกายไปพร้อมๆ กัน หรือคุณกำลังมีรอยยิ้มอยู่บนร่างกายที่แข็งแรง กระปรี่กระเปร่ามันเกิดขึ้นอย่างยุติธรรมกับนักวิ่งทุกคนที่วิ่ง ไม่เลือกจากความเร็ว

1. เกิด Runner’s High | หลั่งสารที่ใกล้เคียงกับสารที่ได้จาก Marijuana เกิดความสุขเคลิบเคลิ้มวัดง่ายๆ ก่อนวิ่งกับหลังวิ่ง อารมณ์ รอยยิ้ม เหมือนหนังคนละม้วน

2. กระตุ้นระบบภูมิต้านทาน | การวิ่ง การออกกำลังกายวันละ 30 นาที ให้เหงื่อซึมๆ หรือชุ่มหลัง มีส่วนอย่างยิ่งให้ร่างกายทำงานเต็มระบบ คุณจะมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น ช่วยประหยัดเงินค่ายาได้จริง

3.หัวเข่าแข็งแรงกว่าเดิม | แท้จริงแล้ว ข้อต่อต่างๆ รวมถึงกระดูก (Joint & Bones) ต้องการการบริหาร “วิ่งแล้วหัวเข่าเสื่อม” ตกเป็นจำเลยของสังคมานานมาก เข่าคงอยากบอกว่า พาฉันไปวิ่งที อย่านั่งนานๆ เลย ลุกแล้วเซ ผลงานวิชาการด้านนี้หลายเล่ม ให้ข้อมูลตรงกันว่า เริ่มจากเดิน-วิ่ง เบาๆ ไปหาหนัก อย่า Overuse ให้เข่าเรียนรู้ปรับตัวการใช้งาน นึกภาพตอน 70 ยังยืนเท่ๆ บนเข่าคู่เดิม

4.ชีวิตยืดยาวอีกอย่างน้อยๆ 3 ปี | จดหมายข่าวของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ให้รายละเอียดว่า หากอยากอายุยืนจากการวิ่งละก็ คุณต้องมีอายุงานการวิ่งต่อเนื่องมากกว่า 6 ปีขึ้นไป โดยมี time on foot บนขาตัวเองอยู่ที่สัปดาห์ละ 4.5 ชั่วโมง นักวิ่งจะได้รับโบนัสอายุที่ยืดยาวขึ้น ทั้งนี้มีปัจจัยอื่นส่งเสริมด้วยเช่น หัวใจแข็งแรง นอนไม่ดึก ไม่อ้วน มีสุขภาวะทางสังคมที่ดี ที่พูดมานักวิ่งเป็นทุกข้อ [อ้างอิงฮาร์วาร์ด https://bit.ly/2wns5sT]

5.จิตใจที่ยังเป็นหนุ่มสาว | ภ.อังกฤษใช้คำเท่ๆ ว่า Younger Mind หลังวิ่งแล้วมีความมั่นใจสุขภาพกายใจดี ก็อยากริเริ่มกล้าทำสิ่งใหม่ๆ ตย.นี้ แอดเห็นได้จาก พี่อำนาจ พรหมภินันท์ วัย 66 แต่ยังทำตามฝันไปวิ่งแนวดิ่งพิชิตหอไอเฟลในปารีส การพิชิตทุกเรื่องของแต่ละคนล้วนยิ่งใหญ่อยู่แล้ว เมื่อทำด้วยความรู้สึกอยากทำที่เต็มเปี่ยม

6. มีความจำที่ดี | มนุษย์ตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงวัยชรา กิจกรรมการเล่น การเคลื่อนไหวร่างกายล้วนมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารชื่อว่า จำพวก Neurotrophic Factors (นิวโรโทรฟิก แฟกเตอร์) ซึ่งมีด้วยกันหลายตัว เช่น Neurotorphin (นิวโรโทรฟิน), BDNF (Brain Derived Neurotrophic Factor) สารเหล่านี้เปรียบเสมือนสารอาหารที่หล่อเลี้ยงเซลล์ประสาท เมื่อสารนี้ยังทำงานแจ่มเจิด ความจำก็ยังแจ่มชัด ห่างไกลโรคความจำเสื่อม ถ้าอายุซัก 60 ลงมาราธอนแล้วยังบวกลบระยะทางที่เหลือได้ คงเป็นเรื่องสนุก

7.ค้นพบสถานที่และผู้คนใหม่ๆ ตลอดชีวิต | ถ้าไม่วิ่งก็คงไม่ได้ไปที่นั่น ถ้าไม่ได้วิ่งก็คงไม่ได้รู้จักกัน เรื่องนี้นักวิ่งทุกคนคงทราบดี ถนนบางสายเมื่อได้ลงไปวิ่งแล้วมีความสุขจัง ถึงมันจะดูธรรมดามากก็เถอะ

8.ความดันโลหิตเป็นปรกติ | AHA-หรือ American Heart Association ตีพิมพ์การวิจัยในปี 2013 ว่า การวิ่งให้ได้รอบละ 30-40 นาทีเพียงพอแล้วในการช่วยร่างกายปรับการไหลเวียนของโลหิตให้เป็นปรกติ สูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวใจแข็งแรงขึ้นแน่นอน

9.หลับสบาย คลายกังวล | นักวิ่งหลับง่าย ร่างกายจะพาเข้าสู่หมวดพักผ่อน Recovery หลังจากกล้ามเนื้อทำงานหนักมาแล้วก็มีแต่หัวที่เบา คิดถึงหมอนนุ่มๆ ผ้าห่มอุ่นๆ จัง เมื่อพักผ่อนเพียงพอ สมดุลย์สุขภาพชีวิตด้านอื่นๆ ก็ตามมา

10.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพไปในทางที่ดี | ค่านิยมเรื่องสุขภาพดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าบุคคลรอบข้างมีอิทธิพลสำคัญ นักวิ่งที่รู้จักนักวิ่งด้วยกัน คุยกัน พวกเขาจะสนใจ แนะนำเรื่องสุขภาพ คุยกันบ้าบอคอเดียวกัน แต่เนื้อหาก็ไปทางสุขภาพ นั่นเป็นแนวโน้มในการดูแลมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น🎵

11. เลือกทานอาหารที่ดี และใช้พลังงานหมด | ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่า มื้ออาหารเปรมปรีย์มีเพื่อนคอเดียวกัน ทานอาหารกัน จัดการกับเมนูต่างๆ แล้วคุณตระหนักดีว่า ไม่ควรกินอะไรมากเกินไป หรือคุณมีอำนาจในการเผาผลาญมากแค่ไหน มีแนวโน้มว่านักวิ่งจะเลือกผักผลไม้เป็นสิ่งแรก เข้าใจเรื่องแป้ง น้ำตาล และอาหารที่ทิ้งความเสียหายให้กับร่างกายชนิดต่างๆ พวกเขาจะหลีกเลี่ยงทันที

12. มีเวลาอยู่กับตัวเอง | ภ.อังกฤษใช้คำน่ารักว่า “More me time” การวิ่งทำให้ได้ผละความคิดจากเรื่องคนอื่น นักวิ่งมักมีเวลาคิดกับตัวเอง อยู่กับตัวเองตามลำพัง มีสมาธิ ได้เลือกฟังเพลงที่ชอบบ้าง ได้ทบทวนอะไรต่อมิอะไร ในวันเวลาที่เราถูกถาโถมด้วยคลื่นข้อมูลข่าวสาร โซเซียลเน็ตเวิร์ก