เชื่อได้ว่านักวิ่งหลายๆ ท่านย่อมเคยเห็นรองเท้าวิ่ง adidas 4D กันบ้าง ซึ่งได้ออกมาหลากหลายรุ่นแล้ว อีกทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้กับรองเท้าลำลองรุ่นต่างๆ ด้วย วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีนี้กัน

เทคโยโลยี 4D นี้เป็นการร่วมมือระหว่าง adidas และ Carbon ซึ่งได้เป็นพันธมิตรร่วมกันตั้งแต่ปี 2007 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากนวัตกรรมฟิวเจอร์คราฟท์ (Futurecraft) พื้นชั้นกลางผ่านการขึ้นรูปโดยการใช้แสงและก๊าซออกซิเจนจากเทคโนโลยีดิจิทัล ไลท์ ซินเทซิส (Digital Light Synthesis™) เทคโนโลยีเฉพาะของคาร์บอน (Carbon) ผสมผสานกับการไหลผ่านระหว่างของเหลวกับออกซิเจนจนได้ออกมาเป็นโพลีเมอร์ที่มีทั้งความทนทานและมีประสิทธิภาพในการใช้งานในระดับสูง

และเมื่อการสร้างและออกแบบพื้นชั้นกลางของรองเท้าแบบ Digital นั้น มีข้อดีที่ชัดเจนที่สุดก็คือ ไม่ต้องทำการขึ้นรูปแบบแม่พิมพ์แบบเดิมๆ ช่วยให้ลดขึ้นตอนการผลิต ลดการใช้วัสดุในการผลิต แน่นอนว่าการลดขั้นตอนการผลิตก็จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย อีกทั้งยังสามารถสร้างพื้นชั้นกลางของรองเท้าเพื่อให้เหมาะกับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ได้ อาทิ สามารถเลือกระดับความนุ่มของพื้นชั้นกลางได้ เลือกความหนาหรือความนุ่มเฉพาะส่วนได้ หรือแม้แต่การขึ้นรูปพื้นชั้นกลางตามรูปเท้าของแต่ละคนได้ ซึ่งหากเป็นก็จะตอบโจทย์เรื่องความแตกต่างของรูปเท้าในแต่ละคนไปเลย

แต่การผลิตพื้นชั้นกลาง 4D ณ ปัจจุบันนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผลิตได้จำนวนน้อยในแต่ละครั้ง อีกทั้งยังมีราคาที่สูง ทำให้รองเท้า adidas 4D ตอนนี้มีราคาที่สูงด้วย และยังคงมีน้ำหนักค่อนข้างมาก แต่ถ้าหากเมื่อไรที่ทางอาดิดาสสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ ไปได้ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้รองเท้าเฉพาะของเราออกมาก็เป็นได้

สำหรับตอนนี้ทางอาดิดาสก็ได้วางจำหน่ายรองเท้าวิ่งที่ใช้พื้นชั้นกลางเทคโนโลยี 4D ออกมาหลากหลายรุ่นแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Alphaedge 4D, ZX 4000 4D และจะมีการนำไปใช้กับรุ่นใหม่ๆ อย่าง Consortium 4D Runner, Pharrell Williams 4D