ในโอกาสที่สนามบางแสน 21 ได้รับการยกระดับเป็น Silver Road Race Label ตามด้วยสนามบุรีรัมย์มาราธอนได้รับการประกาศเป็นสนาม Bronze Road Race Label เรียกว่า 2 เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องดี ๆ ส่งท้ายปี 2019 ของวงการวิ่งไทย ที่เราคณะผู้จัดตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน สามารถปักธงสนามในระดับนานาชาติได้ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ และความมั่นใจให้กับนักวิ่งทั้งในไทยและนักวิ่งจากต่างชาติ

ในโอกาสที่ประธานสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชียบินมาร่วมงาน และประกาศเกียรติคุณ ที่กรุงเทพฯ เรามีโอกาสได้สัมภาษณ์ในประเด็นสำคัญ เรียกว่าบางเรื่องก็น่าภาคภูมิใจ และพวกเราสามารถร่วมกัน ทำให้สนามในไทยอีกหลาย ๆ สนามได้รับการรับรองในลำดับต่อไป

เราได้พูดคุยกับคุณคาห์ลัน อัลจูมาน ฮาเม็ด ประธานสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย

ในมุมมองของคุณคาห์ลัน ประเทศไทยมีโอกาสการแข่งขันเพื่อจะเป็นศูนย์กลางการวิ่งในภูมิภาคนี้?

“ประเทศไทยมีการเติบโตของนักวิ่งอย่างรวดเร็วมาก ก่อนหน้านี้นักวิ่งในแถบนี้ จะวิ่งงานมาราธอนกันที่สิงคโปร์ ที่ได้รับมาตราฐานระดับ Gold Label มาหลายปี แต่ในรอบ 2 – 3 ปีมานี้ การวิ่งในประเทศของคุณ มีอัตราการเติบโตที่สูงมาก มีสนามที่บุกเบิกเรื่องนี้อย่างเมืองแสนสุข บางแสน21 ระยะฮาล์ฟมาราธอน ที่ได้รับบรอนซ์ และตามด้วยซิลเวอร์ มีงานบุรีรัมย์มาราธอนที่ดำเนินงานจนได้รับมาตราฐานบรอนซ์เป็นรายการแรกของประเทศไทย เรื่องนี้ผมคิดว่าจะทำให้แฟนมาราธอนเริ่มสนใจมาที่ประเทศไทย จำนวนนักวิ่งจากต่างประเทศจะเริ่มถ่ายเทจากสิงคโปร์มาที่ไทย ด้วยการจัดการ การบริหารงานเป็นระเบียบแบบแผที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”

หากเทียบกับประเทศอื่น ถือว่าการวิ่งมาราธอน การจัดวิ่งในไทยเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วไหมในรอบปี 2019

“ไทยมีความพร้อมในหลายด้าน รวมถึงเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการท่องเที่ยวมีความพร้อมด้านนี้ ไทยมีเอกลักษณ์หลายด้าน อย่างด้านสถานที่ การเดินทาง โรงแรมที่พัก ความพร้อมในกลุ่มนี้เป็นปัจจัยที่จะดึงดูดให้นักวิ่งมาวิ่งได้ดีอยู่แล้ว การมีส่วนร่วมของภาครัฐเป็นสิ่งที่เห็นได้จากงานวันนี้ การทำ Mass Participation หรือกิจกรรมที่รวมคนมาไว้มาก ๆ ในคราวเดียว จำเป็นต้องปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง งานวิ่งในไทยหลายงานอยู่ในกระบวนการดังกล่าว”

ก่อนหน้านี้ เราเคยได้สัมภาษณ์คุณคาห์ลัน อัลจูมาน ฮาเม็ด ประธานสหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชียในกรณีที่ เมืองมาราธอน World Majors ในปัจจุบันยังมีเพียง 6 งาน เป็นประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าเพราะอะไรยังไม่มีเมืองที่ 7 สนามที่ 7

คำตอบของคุณคาห์ลัน น่าสนใจตรงเรื่อง “National Spirit” หรือว่า การร่วมแรงร่วมใจของคนภายในเมืองนั้น ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะส่งเสริมการจัดงานระดับโลกให้เกิดขึ้นด้วยดี ทุกเมืองสามารถเป็นผู้จัดงานที่ดีได้ตามกติกา แต่ปัจจัยเรื่องการมีส่วนร่วมของคน ของเมืองเป็นสิ่งที่มีความพิเศษ ใช่ว่าทุกเมืองจะมี และแสดงออกถึงพลังเหล่านี้

เช่น การที่มีอาสาสมัคร กองเชียร์ภาคประชาชนออกมาแสดงตัวสนับสนุนงานวิ่งนั้น ๆ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คนหนึ่งล้านคนสามารถออกมาชมมาราธอนได้ เชียร์นักวิ่งที่เขาไม่ได้รู้จัก เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานกีฬาไปสู่มวลชน การทำ Mass Participation ที่ประสบความสำเร็จ สนามระดับ World Marathon Majors อย่าง โตเกียว นิวยอร์กซิตี้ เบอร์ลิน ชิคาโก้ ลอนดอน และบอสตัน มีภาพของ “National Spirit” ที่ตราตรึงใจนักวิ่ง นั่นอาจเป็นคำตอบที่ว่า เมืองที่ 7 ที่รออยู่นั้น จะต้องมีภาพของ “National Spirit” ที่แข็งแรงมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลที่น่าสนใจ World athletics และ Road Race Label

  • ปัจจุบัน IAAF หรือ International Association of Athletics Federations ได้เปลี่ยนชื่อคณะทำงานเป็น World Athletics ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เปลี่ยนภาพสัญลักษณ์
  • บางแสน21 ในการจัดงานรอบปี 2019 เตรียมพัฒนายกระดับการทำงานเพื่อยื่นเป็น Gold Label ในรอบปี 2020 ทาง Race Director มีความมั่นใจว่าไม่ไกลเกินเอื้อม
  • บุรีรัมย์มาราธอน ใช้นโยบาย Sport City แน่นอนว่า ตั้งเป้าเป็นงานวิ่งมาราธอนระดับ Gold Label ในลำดับต่อไป เรื่องนี้จะเป็นของขวัญให้กับเพื่อนนักวิ่งชาวไทยในไม่ช้า อาจเกิดขึ้นใน 3 ปีต่อจากนี้
  • การพิจารณาเรื่องของ Road Race Label เป็นมาตราฐานการจัดงานที่ต้องยื่นตรวจสอบต่อสัญญากันปีต่อปี ไม่ได้ให้สิทธิ์ขาด หากสนามมาตราฐานตกลง บกพร่องคุณภาพ ไม่เป็นไปตามเกณฑ์จะถูกถอดจากการรับรองทันที
  • จีนเป็นประเทศที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ในการรับรองมาตราฐานระดับ Bronze, Silver และ Gold มี 10 สนามที่ได้รับการรับรอง และมีสนามมาราธอนระดับ Gold Label อย่างปักกิ่งมาราธอน เซี่ยงไฮ้มาราธอน เซี๊ยเหมิน มาราธอนเป็นสถานชูโรง
  • อินเดียเป็นอีกประเทศในเอเชียที่การวิ่งเติบโตอย่างขีดสุด เมืองมุมไบ เป็นเมืองที่การรับรองการจัดการแข่งขันระดับ Label 2 สนามครับ ทั้ง Mumbai Marathon และ Mumbai Midnight Marathon