อย่างที่เคยรู้สึกอยากวิ่งทุกวัน มันก็จะกลายเป็นข้ออ้างต่าง ๆ นานา ไหนจะเหนื่อย ไหนจะไม่ค่อยได้นอน ยิ่งห่างวิ่ง ความขี้เกียจจะยิ่งเข้ามาครอบงำ

อย่างผมในรอบนี้ หายไปนานเป็นเดือน ไหนจะพีเอ็ม ๒.๕ คลุมเมืองหาดใหญ่ (อันนี้ไม่ควรวิ่ง) ไหนจะเตรียมการไปบรรยายบนเวทีใหญ่ของราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์ฯ (คือเค้าออกตารางมานานแล้ว ผมเพิ่งมาเตรียม) ไหนจะฝนตกบ้าง (ไม่ตกบ้าง และแม้ไม่ตกก็ไม่ออกวิ่ง)

เห็นไหม มนุษย์ขี้เหม็นอย่างผม มักมีข้อแก้ตัวให้ตัวเองเสมอในสิ่งที่คิดว่ามันคือความชอบธรรม ชอบทำ หรือกระทั่งไม่ชอบทำ

แต่เอาเหอะ อย่างไรเสีย ค่ำคืนนี้ผมต้องออกวิ่ง ตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ หลักปฏิบัติของผมสำหรับการเตรียมร่างกายง่าย ๆ ก่อนการวิ่งมีไม่กี่อย่าง

อย่างแรกคือการ “ดื่มน้ำ”
ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่ารสจืด หรืออาจจะเป็นเครื่องดื่มผสมเกลือแร่ ที่ได้ทั้งน้ำตาลและเกลือแร่ไปพร้อม ๆ กัน อันนี้สำคัญ เพราะผมเคยหมดแรงในคราวที่วิ่งมินิในงานหนึ่ง และในช่วงกิโลเมตรที่ ๔ นั้น จู่ ๆ ก็เกิดอาการหมดแรงลงไปเฉย ๆ หมดไปแม้กระทั่งแรงจะอยากก้าวเดิน เมื่อเดินมาถึงปากซอยเข้าบ้านก็ถามตัวเองว่า “ไปต่อไหม” ผมถามไปเรื่อย ๆ จนมาถึงหน้าร้านเลข ๗ ๑๑ จึงตัดสินใจเดินลากสังขารเข้าไปซื้อน้ำเกลือแร่สีเหลืองมาซดรวดเดียวจนหมดขวด

เพียงไม่ถึง ๓ นาที ผมจึงออกวิ่งเหยาะ ๆ ไป จากช้า ๆ จนลากขึ้นมาถึงเพซปกติ แล้วชีวิตก็ดำเนินต่อไป

ผมวิเคราะห์ตัวเอง ว่านั่นอาจจะเพราะการขาดน้ำตาล แหล่งพลังงานสำคัญ เพราะแรงมันกลับมาเร็วเหลือเกิน ไม่ก็ขาดเกลือแร่นั่นแหละ โดยเฉพาะโซเดียมและโพแทสเซียม หรืออาจจะะขาดน้ำจริง ๆ เพราะการวิ่งสมัยก่อนนั้น ผมไม่ค่อยจะยอมดื่มน้ำที่คนจัดเตรียมไว้ เนื่องจากต่อต้านการใช้แก้วน้ำพลาสติก และไม่ชอบเห็นพฤติกรรมที่นักวิ่งทิ้งแก้วลงบนพื้นถนนนั่นเอง

แต่จากประสบการณ์หมดแรงครั้งนั้น ทำให้ผมแวะรับน้ำข้างทางเป็นกับเขาบ้าง ยิ่งโต๊ะไหนเป็นน้ำเกลือแร่ ผมจะยิ่งยินดี

อย่างต่อมา คือ “กาแฟ”
กาแฟจริง ๆ นะครับ ตลกดี ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ากาแฟทำให้หัวใจเต้นเร็ว แต่กาแฟมันทำให้กล้ามเนื้อผมทนมากขึ้นด้วยนะครับ

การไปร่วมวิ่งในงานต่าง ๆ ที่จัดตอนหัวรุ่ง ผมก็จะตื่นราว ๆ ตี ๔ ลงมาชงกาแฟ ดื่มไปอึไป หมดแก้วก็ขี้สุดพอดี จากนั้นก็แต่งตัวออกไปวิ่งพร้อมด้วยสมองที่ตื่นตัว และแน่นอน กล้ามเนื้อก็คึกคักด้วยเช่นกัน ส่วนในชีวิตปกติที่มักจะวิ่งกลางคืนนั้น กาแฟแก้วสุดท้ายช่วงห้าโมงเย็นคือแหล่งกระตุ้นที่สำคัญ

สิ่งจำเป็นอย่างสุดท้ายคือ “ข้าว”
ผมจะกินข้าวก่อนออกวิ่งเสมอครับ ถ้าไม่มีข้าวก็ขนมปังราดด้วยน้ำผึ้ง ๒ แผ่น (น้ำผึ้ง ๒ แผ่น? เอิ่ม … น้ำผึ้งน่าจะนับเป็นหยด แต่ไอ้ ๒ แผ่นนั้นน่ะ คือหน่วยนับของขนมปังนะครับ)

มันคือพลังงานที่สุดยอด เพราะข้าว ขนมปัง และน้ำผึ้งจะปล่อยกลูโคสเพื่อเป็นพลังงานขณะที่ผมวิ่ง

เพื่อนรุ่นพี่ที่เคยวิ่งด้วยกันบอกว่า ไม่น่าจะกินข้าวก่อนวิ่ง เพราะมันจะทำให้จุก ก็น่าเชื่อและพอจะเข้าใจได้ แต่ผมไม่ไหวว่ะครับ มันพาให้หมดแรงลงได้ง่าย ๆ เคยคิดเล่น ๆ ว่า ตับของผมอาจเก็บพลังงานไว้น้อย เลยงัดพลังงานมาใช้ไม่ทัน แรงจึงหมดเร็ว

งานวิ่งช่วงเช้า เมียยังไม่ตื่น กับข้าวไม่มี ผมอาจจะแค่ลวกไข่พอลวก ๆ ตอกดังโพล๊ะและเอามาราดข้าว เหยาะแม็กกี้เล็กน้อยเพื่อเพิ่มโซเดียม จากนั้นก็พุ้ยเข้าปากเคี้ยวหมวบ ๆ ดื่มน้ำตามสัก ๒ แก้ว แล้วพาตัวเองออกวิ่ง

แรงมีแน่ ๆ
ผมไม่เคยจุก แต่ปัญหาจากการกินข้าวก่อนวิ่งก็มีนะครับ ……

“แต่เอาเหอะ อย่างไรเสีย ค่ำคืนนี้ผมต้องออกวิ่ง ตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่” ผมบอกตัวเองเป็นครั้งที่ ๒ ในค่ำวันนี้ หลังจากซัดข้าวคลุกแกงไตปลา แนมด้วยกุ้งผัดเห็ดเข็มทองของเมียที่ต้องกิน (เป็นชื่อเมนูอาหารที่ยาวพอดูสินะ) จิ้มมะม่วงสุกหวานฉ่ำกินไปสี่ห้าชิ้น ดื่มน้ำเปล่ารสจืดตามไปอีก ๒ แก้ว แล้ววิ่งขึ้นบนบ้าน แก้ผ้า แล้วก็นั่งขี้

บร้าาาา….

ล้อเล่น

ผมเปลี่ยนผ้าเพื่อออกวิ่งสิครับ นั่นมันก็เกือบสองทุ่มครึ่งแล้ว

ทุกครั้งที่วิ่ง ผมจะตั้งต้นไว้ที่ ๔ กิโลเมตรก่อนเสมอ ยิ่งห่างหายไปนาน ๆ แบบนี้ ได้เกิน ๒ กิโลก็บุญแล้ว

“เอร่อออออ….”

มันคือเสียงเรอ กลิ่นมะม่วงคละคลุ้ง

ขายังก้าวออกไปตามจังหวะที่คุ้นเคย รู้สึกแน่นที่พุงจากการรัดกระเป๋าพกโทรศัพท์เพื่อการฟังเพลงอย่างสุนทรีย์ “เราคงอ้วนขึ้นสินะ เกเรไปเสียหลายวัน” ผมยิ้มกับตัวเองอย่างเย้ยหยัน

“ฟู่…….” นี่ไม่ใช่การถอนหายใจ

เวลาวิ่งกลางคืนมันสบาย ไม่มีแดด หน้าไม่ขึ้นฝ้า ลมเย็นพัดเอื่อย ๆ หากจะถอดเสื้อวิ่งก็คงไม่รู้สึกอุจาดตามากนัก

ผมวิ่งมาได้ ๔ กิโลเมตรก็เริ่มถามตัวเอง ว่าจะเอายังไง
“ไปต่อ หรือไม่ต่อ” คำถามเป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ออกวิ่ง ผมคิดว่ามันคือการวิ่งโดยให้ใจอยู่กับปัจจุบันตลอดเวลา “ไหว หรือไม่ไหว” มันคือถามร่างกายตัวเอง

“ปุดปุดปุด….” ไหวครับ ไปต่อนะ น่าจะวิ่งได้สัก ๕ กิโล

อันที่จริง ๕ กิโลเมตรน่าจะพอดี กล้ามเนื้อจะได้ถูกกระตุ้นทีละน้อย มันช่วยลดการบาดเจ็บได้ เพราะผมตั้งใจจะวิ่งในค่ำพรุ่งนี้อีกครั้ง

“ตึดตึด ตืดดดดดด…..” ยาวเลย

ผมหันไปมองรองข้าง

เวลาวิ่งกลางคืน นอกจากความมืดและความเงียบแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะมองหาก็คือเพื่อนร่วมทางที่มองเห็น อย่างตอนนี้ “ไม่มี” ผมกำลังวิ่งอยู่คนเดียว

“ผุง….”

ผมรู้สึกว่าการวิ่งนี่มันโคตรดี ดูสิ นี่ย่างเข้ากิโลเมตรที่ ๖ แล้ว ทำไมรู้สึกว่าผอมลง

มันคือความคิดที่ “ดีด” มาก อะไรวะ เพิ่งเริ่มวิ่ง พุงก็เริ่มลดลงกระนั้นเลยหรือไร

“พุดพุด พุด พุด พูดดดดด…..”

ออ..ไม่ใช่น้ำหนักลดหรอก

พุงมันยุบเพราะตั้งแต่เริ่มวิ่งไปนั้น ตดออกไปน่าจะได้เป็นลิตรแล้ว

ลำไส้มันทำงาน มันทำงานตั้งแต่เคี้ยว ข้าวไหลลงหลอดอาหาร ผ่านหูรูดถึงกระเพาะ เอ็นไซม์และฮอร์โมนต่าง ๆ เริ่มทำงาน แน่นอนว่าลำไส้มันก็ต้องเริ่มบีบตัว ลำไส้ใหญ่เริ่มถูกกระตุ้น แก๊ซในลำไส้จึงถูกผลักดันลงมาถึงไส้ตรง จ่อรอเวลาอยู่ที่หูรูดรูตูด

ผมเหลียวมองรอบกาย ความมืด และความเงียบคือภัยคุกคามต่อความรู้สึกและหน้าตาที่เปราะบาง แต่การไร้ซึ่งผู้คนรอบกายในตอนนี้มันคือความสุข

“ปู้ดดดดดดดด” รอบนี้ออกมายาว พุงถึงกับยุบ

ผมจึงบอกไง ว่าถ้ากินก่อนวิ่ง มันก็มีผลแทรกซ้อนบ้าง นั่นก็คือ “ตด”
ตดกันสนุก

ผมตดสบาย เพราะวิ่งอยู่คนเดียว ขออีกทีเถอะ
“ปุด ปุด ปู้ดดดดดด” โล่ง

“น้องแป๊ะ สวัสดีค่าาาา” เสียงเรียกนั้นคือสมาชิกในหมู่บ้านที่คุ้นเคย สาวสวยรุ่นพี่ผมไม่กี่ปี เธอเรียกผมมาจากหัวเลี้ยวข้างหน้า เราใกล้กันจนแทบจะหายใจรดกันได้

จบกัน

หน้าตาที่แสนจะเปราะบางของผม

ธนพันธ์ วิ่งไปพุงยุบไปปู้ดปู้ด
๓๐ ตค ๖๒