เย็นวันเสาร์ เรานัดกับเพื่อนไปวิ่งด้วยกันแถววัดพระแก้ว เพราะภารกิจที่จะต้องทำ เย็นวันนี้ยังมีเวลาว่างอยู่ แทนที่จะไปเดินหรือนั่งรอเวลาอยู่เฉย ๆ สู้เอาเวลาไปวิ่งไปออกกำลังกายน่าจะดีกว่า เริ่มแรกเราตกลงกันว่าอยากจะหาอะไรรองท้องก่อนวิ่ง เพื่อนก็แนะนำว่าไม่อยากให้กินอะไรหนัก เพราะเดี๋ยวจะจุก สุดท้ายเลยลงเอยด้วยแซนวิชและคุกกี้ที่ร้านซับเวย์ (subway) จากนั้นเราค่อย ๆ เดินย่อยอาหารจากท่ามหาราชไปจนถึงวัดพระแก้ว

เราตั้งจุดเริ่มต้นที่รอบนอกวัดพระแก้ว เริ่มจากการเดินวอร์มอัพก่อน เราเดินวอร์มอัพอยู่ประมาณ
สิบนาที จากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นการเดินเร็ว ช่วงเวลานั้นเราก็เดินไปด้วยคุยไปด้วย หลายครั้งที่เพื่อนข้างๆหายใจถี่ คงเพราะการพูดไปด้วยเดินไปด้วยมันทำให้หายใจลำบาก เราเลยชะลอความเร็วลง แล้วค่อยเร่งความเร็วใหม่
เมื่อเราทั้งคู่พอมีแรง แต่ก็ยังไม่วายคุยกันไปเรื่อย ส่วนใหญ่เราก็คุยกันถึงภูมิทัศน์รอบตัว ความสวยงามของวัด
พระแก้ว ร้านรวงต่าง ๆ ที่เราเดินผ่าน สวนสราญรมย์ที่เราสามารถมองทะลุเข้าไปได้ถึงด้านใน ผู้คนส่วนใหญ่มาออกกำลังกายกัน บ้างก็ใช้เครื่องออกกำลังกาย บ้างก็วิ่งเหมือนกันกับเรา แต่ฝีมือคนละชั้น หมายถึงเขานะที่มีชั้นเชิงมากกว่า เพราะเรามันมือสมัครเล่น เป็นหน้าใหม่ในท้องที่ ตามจริงเราอยากจะวิ่งที่สวนสราญรมย์ แต่เพราะวันนี้อากาศดี เราก็เลยตัดสินใจวิ่งด้านนอกกัน เราวิ่งไปเรื่อย ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม วัดโพธิ์ และวิ่งวนไปเรื่อย ๆ มีหลายจุดอยู่เหมือนกันที่เราสร้างจุดวกกลับของเราเอง เพราะถ้าวิ่งต่อไปทางไม่ค่อยเรียบ และจะดูหนักไปสำหรับการวิ่งระยะเริ่มต้น

หลังจากเดินเร็วมาสักระยะจนร่างกายเริ่มปรับตัวได้ เราก็เริ่มวิ่งเหยาะ ๆ กันไป ระหว่างทางเราได้พบผู้คนหลากหลาย ทั้งคนไทยที่มาวิ่งเหมือนกัน ทั้งที่ใส่หูฟังมาวิ่งแบบเดี่ยวหรือวิ่งแบบกลุ่ม นักท่องเที่ยวที่ถ่ายรูปกันโดยรอบ รวมถึงทหารที่นั่งรถผ่านไปมา บางครั้งเราก็หวั่นใจอยู่เหมือนกันในจังหวะที่รถทหารหยุด กลัวว่าจะมีการรับเสด็จหรือเราไปขวางทางใครเข้า แต่ก็ผ่านไปด้วยดีไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทหารบนรถกับทหารที่ออกมาจากกรมแค่จอดรถทักทายกัน เราเลยวิ่งต่อไปได้อย่างหายห่วง

ระหว่างการวิ่งเรามีตัวกระตุ้นอยู่ถึงสองสิ่งด้วยกัน หนึ่งคือแอปพลิเคชันช่วยจับเวลา ระยะในการวิ่ง และระดับความเร็วของเรา พอเราเริ่มวิ่งช้าหรือแอบขี้โกง เครื่องก็จะเตือนว่าเราช้าเกินไป ให้วิ่งเร็วขึ้นอีก เราก็จะทำตามที่สั่ง หรือบ่นกลับใส่เครื่องไปบ้าง ว่ารู้แล้ว ขอช้าหน่อย เราแค่เหนื่อย แต่พอเครื่องบอกว่าเรารักษาระดับได้ดี เราก็มีอาการดีใจอย่างห้ามไม่ได้และไม่คิดจะเถียงเลยสักแอะ แถมยังพาลเอาไฟที่ติดตามร้านที่ขึ้นอักษรว่า Good job อ้างว่ากำลังขึ้นป้ายไฟชมเราอยู่ ส่วนตัวกระตุ้นอย่างที่สองคือแชทของเพื่อนที่ทักมาเตือนว่าวิ่งให้เสร็จเร็ว ๆ อย่าปล่อยเขาอยู่คนเดียวนานนัก เพราะในช่วงเวลาที่เราวิ่งกันอยู่นั้นตรงกับวันจัดงานครบรอบ 127 ปี อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของพวกเรา ในวันนี้เรานัดทั้งเพื่อนสนิทร่วมเอกและพี่น้องสายรหัส ถัดจากเสียงพากย์ของแอปพลิเคชัน ก็เสียงแชทนี่แหละที่ดังแข่งกันกดดันให้ทำภารกิจเสร็จ

ช่วงเวลาวัดใจคือช่วงหมดครึ่งแรกอยู่ที่เวลาราว ๆ ยี่สิบนาทีกว่า เราดูเวลากันแล้วก็ใจชื้นที่วิ่งมาได้ครึ่งทาง แล้วก็พากันให้กำลังใจกัน อีกนิดเดียว เราทำได้ นี่ถือว่าเราเผาผลาญซับเวย์ (subway) ที่กินกันตอนนั้นไปได้แล้วนะ แต่ความจริงคิดว่าเผาผลาญไปตั้งแต่ครึ่งกิโลเมตรแรกแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะส่วนใหญ่เราเดินเร็วกันสะมากหรือเปล่า ถึงได้ไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อย หรือเมื่อยล้านัก จะมีแค่ตอนที่วิ่งเร็วเกินกำลังแล้วจุกเลยค่อย ๆ ผ่อนแรงลง ซึ่งในระหว่างนั้นเพื่อนก็บอกทริคว่าเวลาวิ่งอย่าเอาปลายเท้าลง เพราะมันจะทำให้กล้ามเนื้อรับแรงกระแทกมาก ให้ลงน้ำหนักที่ส้นเท้าหรือลงเต็มเท้าไปจะลดอาการบาดเจ็บได้มากกว่า

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเราคือการได้เห็นว่าความสำเร็จเข้าใกล้ขึ้น เมื่อเครื่องเตือนว่าเหลือเวลาวิ่งอีกเพียงสิบกว่านาที เราและเพื่อนยิ้มแป้น พอเห็นว่าความสำเร็จจะเกิดขึ้นในอีกสิบนาทีข้างหน้า จึงเดินหน้าต่อ เดินเร็ว สลับกับวิ่งเหยาะ ๆ ไป จนเมื่อเวลาลดลงเหลือเป็นเลขตัวเดียว ยิ่งเพิ่มพูนความสุขของพวกเราให้มากขึ้น แต่ในจังหวะนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นกับเรา รองเท้าที่วิ่งมาสี่สิบนาทีกว่าก่อกบฏ กัดเท้าเราบริเวณใกล้ตาตุ่ม เพราะเมื่อวิ่งไปเรื่อย ๆ ถุงเท้าที่ใส่อยู่ก็ร่นลงมาจนเท้าสีเข้ากับขอบรองเท้า เกิดเป็นแผล โชคยังดีที่มาประท้วงเอาตอนใกล้จบ

เราเลยเดินช้าลงแบบไร้กังวลได้ ต่อมาถึงเวลาเคาท์ดาวน์สิบวินาทีสุดท้าย เราเดินไปพร้อมกัน เพราะเพื่อนผู้เชี่ยวชาญของเรานี่แหละที่เป็นคนบอก ว่าหลังการวิ่งห้ามหยุดทันที ให้ลดความเร็วลงจนกลายเป็นเดินปกติแทน แล้วเราก็นับเคาท์ดาวน์ไปพร้อมกันจนเวลากลายเป็นศูนย์ ความรู้สึกเหมือนมีคนมาจุดพลุในใจเลย!

ความรู้สึกหลังการวิ่ง เรารู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่แปลกดี แล้วก็ไม่ได้รู้สึกว่าแย่อะไร หรือไม่เอาไม่ไหวแล้ว การวิ่งดูไม่ต้องการอะไรมาก เพียงแค่เรามีรองเท้าสำหรับวิ่งสักคู่ เพื่อนร่วมวิ่งสักคน หรือหูฟังสักคู่ไว้คลายเหงา
แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาสถานที่หรืออุปกรณ์การทำกิจกรรมเหมือนเวลาอื่น ๆ เอาตามจริงเราแอบสนใจการวิ่งแบบที่มีปีนเขา หรืออะไรทำนองนี้อยู่นะ เพราะชอบปีนป่ายตั้งแต่เด็ก ถ้ามันได้วิ่งด้วยปีนด้วยได้ไปเส้นทางอื่นที่ต่างจากเดิมก็คงจะดี หรือเราเป็นคนซนๆ ชอบทำอะไรแผลงๆไม่ค่อยสมหญิงอย่างใครเขาก็ไม่รู้ แต่ว่าช่วงเวลาทั้งหมดนี้ถือเป็นประสบการณ์ก้าวแรกที่ดีเชียวแหละ!

เรื่องโดย : กนกพร ณ นคร