เชื่อมั่นใน ‘สองเท้า’

762

จะไปยากอะไรวะแค่ 21 กม. เสียงนี้ดังขึ้นในใจในขณะที่ฉันตัดสินใจ ที่จะจริงจังกับการวิ่ง มันคือเสียงแห่งความมั่นใจของเด็กหนุ่ม ที่เพรียบพร้อมด้วยร่างกายที่แข็งแรง 

แต่เหมือนยิ่งฝัน ยิ่งหากไกล เพราะต่อให้ฉันพยายามเท่าใดก็วิ่งได้แค่ 10 กว่ากิโลเมตร ยิ่งเร่งเหมือนยิ่งแย่ เมื่ออาการบาดเจ็บเข้ามาทักทาย และเหมือนมันจะค่อย ๆ มาสนิทสนมกับผมแบบไม่ทันได้ตั้งตัว อาการเจ็บเข่าทำให้ผมต้องหยุดวิ่งไปถึง 4 เดือน เป็น 4 เดือนแห่งความหวังที่ผมหาข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับการวิ่ง ตั้งแต่ท่าวิ่งที่ถูกต้อง รองเท้าที่ดี การวอร์มอัพก่อนและหลัง ผมศึกษามาอย่างดีทุกอย่าง

จนเมื่อกลับมาวิ่ง ผมเหมือนดั่งผู้รู้ ผู้เรียนจบภาคทฤษฎีจากสถาบัน Google ผมพยายามทำตามที่เขาบอกว่าดี แต่ลองแล้วมันกลับไม่ใช่ …

การกลับมาครั้งนี้ผมวิ่งได้เต็มที่เพียง 10 กม. เพราะการปรับท่าวิ่ง และรองเท้าทำให้เราฝืนธรรมชาติ ผมไม่สามารถฝืนวิ่งได้นานกว่านี้ เพราะกล้ามเนื้อมันกำลังขยับไปตามหัวสมองที่เราคิด มากกว่าความรู้สึกตามธรรมชาติที่มันเป็น

ความฝันฮาล์ฟมาราธอนของผมสิ้นหวัง เมื่อผมตั้งกระทู้ถามในอินเทอร์เน็ตถึงอาการบาดเจ็บของตัวเอง มีความคิดเห็นหนึ่งตอบกลับมาว่า “สรีระของคุณคงไม่เหมาะกับการวิ่ง คุณดูรูปตอนคุณวิ่งสิ เห็นไหมเข่าคุณมันเบี้ยว” ผมยังคงปลอบใจตัวเองว่า เราคงไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ผมทิ้งฝันเรื่องฮาฟมาราธอน แต่ผมไม่เคยคิดที่จะเลิกวิ่ง ผมยังคงวิ่งต่อไป และหันไปเล่นกีฬาอย่างอื่นแทน

เวลาผ่านไป 1 ปีเต็ม ผมยังคงวิ่งเตาะ ๆ แตะๆ จนมาเจ็บที่ข้อเท้าอีกครั้ง ความรู้สึกตอนนั้นโกรธอะไรสักอย่าง ที่ทำไมต้องทำให้เราไม่ได้วิ่งด้วย และมันคงเหมือนคนไม่มีอะไรจะเสีย ระหว่างที่เจ็บข้อเท้าอยู่นั่น ผมเลือกที่จะถอดรองเท้าออก เลิกวิ่งตามทฤษฎีที่เขาบอกว่าดี ผมกลับมาวิ่งด้วยสองเท้าเปล่าของตัวเองอีกครั้ง

ความรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปวัยเด็กอีกครั้ง สองเท้าสัมผัสพื้นอย่างมั่นคงและปราณีตมากขึ้น เมื่อฉันวิ่งด้วยเท้าของฉันเอง สำหรับฉันรองเท้าคงเหมือนโซ่ตรวนที่ล็อคฝ่าเท้า 2 ข้างของฉันอยู่ วันที่ฉันถอดมันวิ่ง คงเป็นวันเดียวกับที่ฉันได้ไว้ใจในร่างกายทุกส่วนของฉัน ให้มันทำงานตามหน้าที่ของมันอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด 

30 ส.ค. 2562 ฮาฟมาราธอนแรกของฉันกำลังเกิดขึ้น เมื่อมีพี่คนหนึ่งใจดีให้ BIB วิ่งระยะฮาฟมาราธอนกับฉัน ฉันรีบตัดสินใจคว้าโอกาสนั้น โดยไม่ทันได้วางแผนเรื่องการเดินทางและที่พัก ซึ่งฉันมีเวลาเตรียมตัวแค่ 2 วัน

ฉันจัดแจงแพ็คกระเป๋าใบโปรดที่พาฉันเดินทางมาแล้วทั่วไทย พร้อมเต็นท์คู่ใจ ออกเดินทางไป จ. สุพรรณบุรี ตามหาความฝันที่มันเหมือนจะหล่นหายไป ฉันถึงบริเวณการจัดงานเย็นวันเสาร์ รีบกางเต็นท์อย่างตื่นเต้น เพื่อรอคอยวันที่จะได้วิ่งในเช้ามืดที่กำลังจะมาถึง แต่ค่ำคืนนี้ไม่ง่ายเพราะฝนดันตก ทำเอาฉันต้องตื่นขึ้นมาจัดการกับละอองฝนที่สาดเข้ามาในเต็นท์ตลอดคืน

แล้วเช้าที่รอคอยมากว่า 2 ปีก็มาถึง เสียงแตรปล่อยตัวดังสนั่น ฉันก้าวขาที่มีเพียงรองเท้าลุยน้ำบาง ๆ ที่ทำหน้าที่เพียงกันเศษหินมาบาดเท้า ซึ่งฉันคิดว่ามันคือรองเท้าที่ให้อิสระใกล้เคียงกับเท้าเปล่าที่สุด ในงบที่ฉันซื้อไหว

ทุกย่างก้าวของฉันก้าวไปอย่างมีสติ เพราะนี่คือสนามแรก และร่างกายของฉันไม่ได้พักผ่อนมาตลอดคืน แต่บรรยากาศเป็นใจ สองข้างทางโอบล้อมด้วยภูเขา มีสายหมอกบาง ๆ ล้อมรอบจากฝนที่ตกลงมาตลอดคืน ด้านขวามือคืออ่างเก็บน้ำ ที่รอคอยการขึ้นมาของพระอาทิตย์ มันทำให้ฉันรู้สึก Relax มากขึ้น

5 กิโลเมตรแรกผ่านไป ฉันเริ่มเร่งความเร็วขึ้นมาอยู่ในลำดับ 50 คนแรก พร้อมถามร่างกายเสมอว่ายังไหวอยู่รึเปล่า ฉันไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมาของร่างกาย แต่ฉันก็รู้ดีว่าเราต่างรอคอยการวิ่งวันนี้มานาน เมื่อใจเรียกร้องและร่างกายยังไหว ฉันผ่าน 10 กิโลเมตรแรก ในลำดับที่ 20 กว่า พร้อมมีลุ้นได้ถ้วยรางวัลในกลุ่มรุ่นอายุ แต่แล้วก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น

สายฝนเริ่มเทลงมาหนักขึ้น จนเสื้อชุ่มไปด้วยสายฝนผสมกับหยาดเหงื่อ แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะการที่ฉันไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งอย่างคนอื่น ต่อให้ฝนตกขนาดไหน ขาของฉันก็ไม่ต้องแบกรับกับน้ำหนักของรองเท้าที่หนักขึ้นจากการซับน้ำไว้ ฉันยังคงวิ่งต่อไปเรื่อยๆ จนถึงกิโลเมตรที่ 15 จนเริ่มเกิดอาการล้า

ระหว่างนั้นก็ได้วิ่งสวนทางกับนักวิ่งอีกกลุ่มในเลนตรงข้าม มีคำพูดหนึ่งที่เกือบทุกคนจะพูดเมื่อเราวิ่งสวนกัน “สู้ ๆ นะ เป็นกำลังใจให้” มันเป็นคำพูดที่มีพลังทั้งคนพูดและคนได้ยิน เพราะหลังจากนั้น เราจะพูดให้กำลังใจกับทุกคนที่สวนกัน ไม่ใช่พูดเพื่อให้กำลังใจเขาอย่างเดียว แต่พูดเพื่อให้กำลังใจเราด้วย มันทำให้ลืมความเหนื่อยแล้วอยู่กับความรู้สึกปิติ ที่ได้ให้กำลังใจคนอื่นและตัวเอง

กิโลเมตรที่ 19 ความฝันฉันอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วละ ฉันวิ่งประคองร่างกาย แล้วก็นึกถึงความฝันวันนั้นที่มันกำลังจะเป็นจริงในตอนนี้ ผมว่าหลาย ๆ ครั้งในชีวิตที่เรามีฝัน บางที ณ ขณะนั้นต่อให้เราจะทำทุกวิถีทางยังไง เราก็ไปไม่ถึงฝันนั้นจริง ๆ นะ แต่ชีวิตมันก็ตลกดี ในวันที่เราไม่คาดหวังกับฝันนั้นแล้ว อยู่ดี ๆ มันกลับลอยเข้ามาหาแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว ผมว่ามันคือรางวัลของการไม่ยอมแพ้ เพราะต่อให้ผมเคยคิดล้มเลิกการวิ่งฮาล์ฟมาราธอนเท่าไหร่ แต่ผมก็ไม่เคยทอดทิ้งการวิ่งออกไปจากชีวิต และวันนี้ผมก็ทำฝันแรกของผมสำเร็จแล้ว คุณล่ะมีฝันเหมือนกันใช่ไหม อย่าเพิ่งท้อนะ เราเชื่อว่าสักวันฝันนั้นจะลอยมาหาคุณ เพียงคุณอย่าเพิ่งหันหลังให้มัน

เรื่อง: พเนจร เดอะ รันเนอร์
เชื่อมั่นใน ‘สองเท้า’ บทความในโครงการ นักเล่าเรื่องวิ่ง by ThaiRun