ทำไม The Prater, เวียนนา จึงเป็นสนามชิงชัยสถิติโลก ของ “คิปโชเก้”

4047

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับ INEOS 1:59 Challenge ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ The Prater ในเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย ภายในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นสนามที่ เอเลียด คิปโชเก้ ประกาศจะทำลายสถิติโลกด้วยเวลา 1.59 ชม.

ทำไมต้องเป็น The Prater

จากข้อมูลความพยายามก้าวข้ามเส้นแบ่ง 2 ชม. ในการวิ่งมาราธอน Breaking 2 เมื่อเดือน พ.ค. 2017 ที่สนามแข่งรถ ในเมืองมอนซ่า ประเทศอิตาลี ถูกนำมาวิเคราะห์อย่างละเอียด ภายใต้ข้อมูลเหล่านั้น นำมาซึ่งจุดสำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้ในการคัดเลือกสถานที่ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับใช้ในการสร้างประวัติศาสตร์  รายชื่อสถานที่ที่เตรียมไว้มากมายบนกระดาษถูกตัดออกทีละอัน ๆ

จนกระทั่งไม่เหลืออะไรเลยบนกระดาษนั้น นอกจาก “The Prater”

4 ประเด็นสำคัญ เปรียบเทียบระหว่าง Monza VS The Prater

Time Zones : ถูกนำมาใช้ในการเลือกสถานที่ โดยเวลาจะต้องไม่ให้แตกต่างกันเกิน 3 ชม. จาก Kaptagat, Kenya ที่ซึ่งคิปโชเก้ใช้เป็นที่ฝึกซ้อม

ทำไมถึงต้องไม่เกิน 3 ชม? ก็เพื่อให้ร่างกายไม่ต้องถูกบดขยี้โดยไม่จำเป็นก่อนทำศึกใหญ่ไปกับการปรับตัวเรื่องเวลา การนอน การกิน ฯลฯ ทำให้ร่างกายชินที่สุด และพร้อมที่สุดสำหรับการประลองยุทธกับเวลา

Kaptagat, Kenya กับ The Prater, Vienna เวลาห่างกันแค่ 1 ชม. (เวียนนาช้ากว่า) จึงทำให้เป็นสถานที่ที่เหมาะสมมากสำหรับการทำประวัติศาสตร์ โดยเป็น time zone เดียวกับการทำ breaking 2 ที่ มอนซ่า เมื่อปี 2017 ดังนั้น Monza VS The Prater ยกแรกเสมอกัน

Altitude:  หรือระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญสำหรับการเลือกสถานที่ สำหรับนักวิ่งแล้ว ยิ่งสูงไม่ใช่แค่ยิ่งหนาว แต่ยังหมายถึงออกซิเจนยิ่งน้อยด้วย  เมื่อออกซิเจนที่น้อยทำให้ร่างกายไม่สามารถรีดพลังออกมาได้อย่างเต็มที่

ที่ตั้งของ The Prater มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 165 เมตร ใกล้เคียงกับ Monza ซึ่งสูง 183 เมตร โดยความสูงระดับนี้จะมีออกซิเจนอยู่ประมาณ 20.5% (ที่ระดับน้ำทะเลมีออกซิเจนอยู่ 20.9%) อย่าลืมว่า เมืองที่คิปโชเก้ฝึกซ้อมอยู่นั้น มีความสูง 2,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล (ระดับออกซิเจนอยู่ที่ประมาณ 15.6%) การฝึกซ้อมบนที่สูงจะทำให้ร่างกายปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่มีปริมาณออกซิเจนลดลง โดยการสร้างเม็ดเลือดแดง เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนได้ดีขึ้น และเมื่อกลับลงมาสู่ที่ราบ ร่างกายจะทำงานได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น แข็งแกร่ง ทนทานต่อความล้าได้ดีขึ้น  2,400 เมตร VS 165 เมตร ดังนั้น Monza VS The Prater ยกสองยังกินกันไม่ลง

Climate:  หรือสภาพอากาศทั่วไป ก็สำคัญไม่แพ้กัน ความชื้นในอากาศ (Humidity) และอุณหภูมิที่เหมาะสมจะสามารถทำให้นักวิ่งระเบิดพลังงาน เพื่อบดขยี้กับเวลาได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ว่ากันว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับการวิ่งคือ 10 องศาเซลเซียส โดยจะต้องควบคู่ไปกับความชื้นที่ต่ำด้วย

สำหรับที่มอนซ่า การวิ่งเริ่มในวันที่ฝนตกตอนเช้าตรู่ 05.45 น. ของวันที่ 6 พ.ค. 2560 ซึ่งทำให้ความชื้นในอากาศสูงเกินจากที่คาดไว้ รวมถึงพื้นถนนที่ลื่นจากฝน และน้ำหนักของเสื้อผ้าที่จะต้องเพิ่มขึ้นจากการโอบอุ้มเหล่าบรรดาน้ำฝนไว้ในอ้อมกอด

บทเรียนจากมอนซ่าทำให้การกำหนดรายละเอียดของสภาพอากาศเป็นไปอย่างพิถีพิถัน อากาศต้องเย็น ความชื้นต้องต่ำ ลมต้องนิ่งไม่ไหวติง ฝนต้องไม่ตก ฯลฯ ด้วยการวิเคราะห์สภาพอากาศในแต่ละที่อย่างละเอียด The Prater ตอบโจทย์มากที่สุด

 แต่ไม่มีใครห้ามลมไม่ให้พัด ห้ามฝนไม่ให้ตกได้ จึงเป็นเหตุให้ INEOS 1:59 Challenge คราวนี้ไม่ได้กำหนดวันและเวลาที่แน่นอนตายตัว โดยกำหนดแค่ช่วงเวลาระหว่าง 12-20 ต.ค. 2562 เท่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศว่าวันไหนคือวันที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างประวัติศาสตร์

มาร่วมตื่นเต้นเละติดตามข่าวสารได้ทาง Facebook INEOS 1:59 Challenge และ www.ineos159challenge.com  ดังนั้น Monza VS The Prater ใกล้เคียงกันในระดับที่ต้องขอดู VAR และ The Prater เฉือนไปด้วยความยืดหยุ่นกว่า

Course Conditions: สภาพสนามต้องราบเรียบ ไม่มีอะไรมาขัดขวางการสับขาด้วย เพซ 2.50 หรือต่ำกว่าของคิปโชเก้ ต้องเป็นทางตรงให้มากที่สุด เพื่อที่จะทำให้วิ่งได้คงที่ที่สุด ต้องทำในพื้นที่ที่สามารถบริหารจัดการเรื่องการวิ่งได้ ต้องเป็นสถานที่ที่มีคุณภาพของอากาศที่ดี และที่สำคัญ คิปโชเก้ต้องการสถานที่ที่สามารถรองรับผู้คนที่พร้อมใจกันออกมาให้กำลังใจเค้าได้

The Prater หรือเป็นที่รู้จักในนาม ‘Green Lung’ of Vienna มีถนนที่ทอดยาวท่ามกลางต้นไม้ที่ร่มรื่นชื่อ Hauptallee มีระยะทางระหว่างจุดกลับตัว 4.3 กิโลเมตร ระยะต่อ 1 รอบจึงเป็น 9.6 กิโลเมตร (ที่ Monza รอบละ 2.4 กิโลเมตร) มี net elevation change แค่ 0.06% และสามารถจุผู้คนที่อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ได้ตลอดสองข้างทาง เมื่อ Monza VS The Prater คงต้องให้ The Prater เข้าเส้นชัย

มาถึงตรงนี้ คงไม่มีใครสงสัยว่าทำไม The Prater ถึงถูกเลือกเป็นสนามในการทำภารกิจประวิติศาสตร์ครั้งนี้  แต่ช้าก่อน ยังมีอีกเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังแบบลับเฉพาะคนรู้ใจ

ที่เวียนนาแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่มีการทำลายสถิติโลกในการวิ่ง 10,000 เมตรเมื่อปี 1978 โดยหนุ่มชาวเคนยานามว่า Henry Rono ที่เวลา 27 นาที 22.5 วินาที บน Vienna LAZ track ใน The Prater ซึ่งนาย Henry คนนี้เกิดที่ Nandi Hills ซึ่งไม่ไกลจากบ้านของ คิปโชเก้ ซึ่งอยู่แถว Kapsisiywa

ยังไม่พอ!! ในการทำลายสถิติโลกในปี 1978 Henry มี pacemaker ชาวดัตช์ที่ชื่อ Jos Hermens ร่วมขบวนอยู่ด้วย ผู้ซึ่งภายหลังก่อตั้งบริษัท agency ดูแลนักกีฬาชื่อ Global Sports Communication ซึ่งปัจจุบันลูกค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของบริษัทนี้มีนามว่า “เอเลียด คิปโชเก้”

ภาพ :
neos159challenge
www.ineos159challenge.com