วิ่งเพื่อชีวิตที่ดีกว่า (Run for Better life)

1451

“พ่อจะมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงเพื่อเฝ้าดูความสำเร็จของหนู” ประโยคนี้ถ้าเป็นคนอื่นอาจไม่รู้สึกอะไร แต่สำหรับเราคนที่เป็นลูกคนเดียวมันรู้สึกจุกที่หัวใจและให้สัญญากับตัวเองว่าจะดูแลพ่อให้แข็งแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในสายตาของคนอื่นที่มองมายังพ่อคงคิดว่า ท่านแข็งแรงมาก เพราะจากกิจกรรมออกกำลังกายที่หลากหลายทำให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่เด่นชัดกว่าผู้สูงอายุในวัยเดียวกัน แต่สำหรับเราที่รู้เหตุผลว่าทำไมพ่อถึงต้องออกกำลังกายหนักขนาดนี้ก็ได้แต่เป็นห่วง เพราะรู้ดีว่าการที่ต้องพบแพทย์ตามเวลาเพื่อรักษาโรคเบาหวาน และริดสีดวงทวารนั้นต้องใช้ความอดทนและการปฎิบัติตัวที่ดีมีวินัยในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ในรายการวิ่ง 12th August Half Marathon เราลงวิ่งมินิมาราธอนครั้งแรกตั้งใจว่าจะพิชิตเส้นชัยเพื่อนำเหรียญรางวัลไปให้แม่ภูมิใจ เนื่องจากเป็นวันแม่แห่งชาติ ไม่น่าเชื่อว่านั่นจะทำให้เกิดจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่สะกิดใจของพ่อและอาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการวิ่งของบ้านเรา

พ่อหันมาเริ่มซ้อมวิ่งอย่างหนักหน่วงเพื่อเซ็ตร่างกายให้พร้อมมาวิ่งกับเราในงานวิ่งที่จัดขึ้นบนสะพานพระราม 8 (26/8/2016) การวิ่งมินิมาราธอนครั้งนี้เป็นครั้งแรกของพ่อ เราจำได้พ่อใส่ผ้ารัดกล้ามเนื้อที่เข่าทั้งสองข้างอยู่เลยแต่ก็ประคองตัวเองเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ ความสนุกไม่หยุดแค่นั้น ไม่นานนักการซ้อมเพื่อจะไปวิ่งซุปเปอร์ฮาร์ฟมาราธอนของพ่อก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่านเล่าให้ฟังว่า ในกิโลเมตรที่ 13 ของการซ้อมซุปเปอร์ฮาร์ฟผ่านไปอย่างยากลำบากเพราะตะคริวเจ้ากรรมเล่นงานขาทั้งสองข้าง จนวิ่งต่อไม่ไหวถึงขนาดต้องนั่งลงกับพื้นและโทรศัพท์ให้แม่มารับที่สนามซ้อม แต่นี่คือสัญญาณเตือนของร่างกายที่จะบอกว่า พ่อลัดขั้นตอนที่กระโดดจากมินิมาราธอนมาลงวิ่งซูเปอร์ฮาล์ฟมาราธอนที่สนามเขาชะโงก (6/11/2016)

รายการนี้เราอยากจะตั้งชื่อรายการให้ใหม่ว่า เขาชะโงกวันแห่งน้ำตาของลูก เสียเหลือเกิน อีกอย่างเราลงวิ่งแค่ระยะ 16 กิโลเมตรเลยเข้าเส้นชัยก่อนพ่อ เวลาที่เหลือทำให้เกิดความกังวลเป็นห่วงสุขภาพของพ่อว่าจะวิ่งถึงเส้นชัยได้ไหม สนามวิ่งเป็นป่ายิ่งทำให้เราพะวงหดหู่อย่างบอกไม่ถูก จึงตัดสินใจเดินย้อนกลับสวนทางกับนักวิ่งและหวังว่าจะไปบรรจบกับพ่อที่กำลังวิ่งเข้าเส้นชัยพอดี พอเดินไปเรื่อยๆ ยิ่งห่วงมากขึ้น ยิ่งพยายามมองหาพ่อตัวเองเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ความกังวลมากขึ้นจนทุกอย่างสั่งให้น้ำตาไหลออกมาในที่สุด เหล่าบรรดานักวิ่งที่วิ่งสวนทางก็ต่างตะโกนปลอบประโลมว่า “เดี๋ยวคุณพ่อก็วิ่งมาค่ะ/ครับ” “ ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าท่านไม่ไหวก็มีรถพยาบาล คุณหมอ พยาบาลคอยดูแลอยู่” แต่ประโยคหลังนี่ยิ่งทำให้น้ำตาแตกเข้าไปใหญ่ เพราะเรารู้ดีอยู่แล้วว่าพ่อใจเด็ดพอที่จะไม่ขึ้นรถพยาบาลและจะต้องวิ่งเข้าเส้นชัยให้ได้ไม่ว่าจะต้องทนกับตะคริวหรือเจ็บสักแค่ไหน ไม่นานพอน้ำตาเริ่มแห้งพ่อก็มา พ่อยิ้มให้เราและบอกว่าวิ่งช้าเพราะตะคริว เราสองคนพ่อลูกวิ่งประคองกันไปเข้าเส้นชัยได้สำเร็จ บทบาทตากล้องเป็นของแม่ที่ภาพถ่ายให้เพื่อเก็บเป็นที่ระลึกพ่อยิ้มหน้าเบ้ๆ ไม่ค่อยสบอารมณ์นักอาจเพราะไม่ค่อยชอบใจในสถิติวิ่งของตัวเองที่ช้ากว่าที่ซ้อมมา

เมื่อผ่าน 32 กิโลเมตรได้แต่คุณภาพการวิ่งยังไม่ดีพอ พ่อจึงต้องย้อนกล้บมาวิ่งฮาร์ฟมาราธอนให้ดีก่อน การซ้อมทำให้เวลาและการจัดการตัวเองดีขึ้นพ่อมีความฮึกเหิมในใจจนตัดสินใจเริ่มซ้อมเพื่อพิชิตมาราธอนที่ห้วยขาแข้ง (30/4/2017) และก็ทำได้สำเร็จด้วย

พอเล่ามาจนถึงตรงนี้คุณคงอยากถามว่า แล้วเราที่เป็นลูกพ่อออกกำลังกายแบบพ่อบ้างหรือเปล่า แน่นอนอยู่แล้วค่ะ เราไม่รอดจากวงจรของความมีวินัยในการออกกำลังกายที่มีตัวอย่างที่ดีเช่นพ่อ แต่ก่อนที่จะออกกำลังกายจนสามารถนำพาร่างกายไปวิ่งมาราธอนได้เหมือนทุกวันนี้ เราต้องผ่านเรื่องราวมากมายและต่อสู้กับข้ออ้างที่ล้วนมีเหตุจูงใจไม่ว่าจะเป็นความสนุกของภาพยนตร์ ความสะดวกสบายของการช้อปปิ้ง และความสุขเฮฮาในการสังสรรค์กับเพื่อนฝูง เพราะตอนนั้นเราคิดว่าเรายังวัยรุ่นอยู่ ยังเด็กอยู่ และแข็งแรงอยู่ เราจึงขอเลือกทางที่สบายมากกว่าการทำตามตารางซ้อมวิ่งของพ่อ แต่จุดเปลี่ยนในใจต้องมีเหมือนหนังซักเรื่องที่จะมีตอนไคลแม็กซ์นั่นแหละ คนที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิดก็คงไม่พ้นพ่อเรานี่เอง

เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างวิ่งอยู่กับพ่อบนสะพานพระราม 8 เราตั้งใจวิ่งตามหลังพ่อเพราะอยากประคองพ่อ อยากระวังไม่ให้ใครมาชนกระแทกพ่อเลยได้เห็นขาของพ่อที่มีผ้าพันเข่าทั้งสองข้างทำให้เกิดคำถามดังๆ ขึ้นมาก้องในใจเราว่า ทำไมพ่อสู้จัง! เจ็บป่วยขนาดนี้พ่อยังสู้เลยแถมยังพร่ำบอกเราเสมอว่า พ่ออยากอยู่กับเรานานๆ พ่อเลยออกกำลังกายหนักแบบนี้ ตัดภาพมาที่เรา อ้าวเฮ้ย! แกเองไม่อยากอยู่กับพ่อหรอ? ไม่อยากแข็งแรงกว่าพ่อเพื่อจะดูแลพ่อหรอ? เมื่อสติมาปัญญาจึงบังเกิดทุกอย่างมาพร้อมกับการซ้อมวิ่งที่ขยันขันแข็งแบบผิดหูผิดตา อย่างที่บอกถึงเราจะเริ่มวิ่งเร็วกว่าแต่พัฒนาการวิ่งช้ากว่าพ่อมาก อย่าไปโทษอะไรเลยโทษตัวเรานี่แหละที่ขาดวินัย แต่พอเราได้ตั้งเป้าหมายก็รู้ว่ามันไม่ยากที่จะทำให้สำเร็จ

ฮาร์ฟมาราธอนเราวิ่งผ่านในรายการแข่งขัน TU walk and Run 2017 เดินวิ่ง 30 ปี รพ.ธรรมศาสตร์ (12/11/2017) และโค้ชท่านพ่อก็บังคับซ้อมอย่างเข้มงวดโดยใช้เวลานานหลายเดือนเพื่อจะทำทุกอย่างให้เราไปมาราธอนแรกให้ได้ซึ่งภารกิจแรกก็คือการไปวิ่งข้างพ่อที่สัตหีบ (9/7/2018) รายการนี้เราทำเวลาแบบหวุดหวิดมากใช้เวลาวิ่งไป 6 ชั่วโมง 33 นาทีเกือบไม่ทัน Cut off 7 ชั่วโมงเพราะตื่นสนามและยังจัดการร่างกายได้ไม่ดี

เมื่อผ่านมาราธอนแรกมา การซ้อมที่ดี กินอาหารที่ดีจึงเริ่มขึ้นโปรแกรมการวิ่งถูกกำหนดไว้อย่างมีเป้าหมาย การซ้อมวิ่งและการพักในแต่ละสัปดาห์มีความชัดเจนมากขึ้น และความยอดเยี่ยมก็เกิดขึ้นระหว่างการซ้อมวิ่งนั่นคือ ความใส่ใจกันของเรา 3 คนเพิ่มมากขึ้น เราได้พูดคุยสื่อสารระหว่างกันบ่อยขึ้น ได้ใช้เวลาร่วมกัน ทุกอย่างเหมือนการอยู่ในโรงฝึกทหารที่ต้องตื่นเช้ามาวิ่งมีควบคุมการออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ซึ่งผู้นำหลักของบ้านก็ไม่พ้นพ่อที่จะเป็นคนปฏิวัติทั้งหมด ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมาก็ทำน้ำเต้าหู้ ปั่นน้ำผักเอง ตามด้วยอาหารทำเองที่ทุกมื้อต้องมีข้าวกล้องหรือผักเครื่องเคียง เราพยายามลดไขมันทรานส์ ลดน้ำตาล และในที่สุดก็เข้าสู่เส้นทางสายอาหารคลีน จนทำให้บ้านเราใส่ใจและเริ่มศึกษาเรื่องอาหารที่มีไขมันดีมารับประทาน แต่ก็ดำเนินชีวิตแบบมีสมดุลที่บางมื้อจำเป็นต้องรับประทานอาหารนอกบ้านก็เน้นเลือกร้านเลือกเมนูที่เหมาะสมไม่ทำให้เราเหนื่อยในการย่อย ไม่ทำให้เราเวียนหัวจากการได้รับน้ำมันที่มากเกินไป และกลายเป็นว่าตอนนี้ทุกคนในบ้านรวมถึงพ่อมีสุขภาพดีขึ้นมาก

พวกเราได้พิสูจน์แล้วว่าการออกกำลังกายทำให้บ้านเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจ การมีสมาธิระหว่างวิ่งทำให้เรามีความคิดดีๆ  ในการดำเนินชีวิต ความอดทนที่ต้องต่อสู้กับวินัยของตัวเองในระหว่างซ้อมจนถึงสนามวิ่งจริงทำให้เราได้รู้ถึงคุณค่าของความตั้งใจจริง หลายต่อหลายครั้งที่วิ่งเสร็จเราจะโพสต์ลง Facebook เพื่อเขียนความรู้สึกที่ได้รับระหว่างวิ่ง อุปสรรคที่ต้องเผชิญ รวมถึงความประทับใจที่มีเพื่อแชร์ให้กับเพื่อนๆ รู้ เราอยากเป็นกระบอกเสียงและเป็นกำลังใจแก่ผู้ที่จะเริ่มหันมาดูแลตัวเองและออกกำลังกาย ยกตัวอย่างข้อความของเราเมื่อครั้งไปมาราธอนครั้งที่ 4 #huahinmarathon2019 ตอน “ยิ่งวิ่งเยอะใจเราทำไมยิ่งแย่?” เราวิ่งจบในเวลา 5.57.02 น. 

● ขอบคุณกำลังใจจากพ่อ แม่ เพื่อนร่วมทาง และพี่น้องข้างทางที่ให้กำลังจนเข้าเส้นชัยมาได้ สำคัญที่สุดขอบคุณตัวเราเองที่ไม่เป็นลมไปก่อน

● สนามวิ่งแต่ละที่มีความแตกต่างกัน ปัจจัยหลายอย่างเราควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ สุนัขระหว่างทาง กลิ่นโชยจากถังขยะเปียก แต่ที่ควบคุมได้บ้างก็เรื่องที่พัก อาหารการกิน และการเตรียมตัวล่วงหน้า 

● สำหรับเราการวิ่งระยะไกลและทำงานไปด้วยเป็นการกระทำที่ค่อนข้างสวนทางกัน และทั้งคู่ต่างต้องใช้พลังงานอย่างมาก เพราะหลังเลิกงานก็อยากจะมีกิจกรรมหลายๆ อย่างที่ไม่อำนวยต่อการซ้อมและการคุมอาหาร มันทำให้เราท้อใจและสับสนจนตั้งคำถามบ่อยๆ ว่า ทำไมต้องวิ่งไกลขนาดนี้  ไม่มีใครบังคับเรานอกจากเราเอง เราปฎิเสธพ่อก็ได้ ไปจูงใจพ่อให้ไม่ต้องลงแข่งวิ่งรายการหรอก แค่ซ้อมเบาๆ ก็พอ แถมไม่ต้องเสียเงินค่าสมัครแพงๆ อีก (Negative Thinking) 

●  จากความคิดข้างบน มันทำให้เราท้อลึกๆ พอวันวิ่งจริง วิ่งไปเรื่อยๆ จะไปตายกับระยะที่บั่นทอนใจมากที่สุดคือ 10 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ปล.ตากล้องก็ชอบมาถ่ายรูปช่วงนี้ซะเหลือเกิน ร่างกายล้ามากจนมโนความเจ็บปวดว่าเหมือนปิศาจตัวร้ายมาเกาะขาจนหนัก มีผีนั่งบนคอจนปวดหลัง เจ็บแขนไปหมด คำพูดของคนอื่นๆ ก็ลอยขึ้นมากระทบใจ วิ่งทำไมให้ตัวดำ น่องใหญ่ …เราจึงหยุดวิ่ง แต่พอหยุดก็เห็นสัจธรรม คือ หยุดวิ่งก็ยิ่งช้า ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งร้อนเพราะแดดไล่หลัง เลิกคิดบ้าๆ แล้ววิ่งต่อเถอะ 

● พอเข้าเส้นชัยเหรียญ ของกิน การนวดและการปฐมพยาบาล อาจไม่ใช่สิ่งเติมเต็มใจ เพราะนั่นคือสิ่งที่จะต้องได้รับในการวิ่งอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เราชุ่มชื่นหัวใจ คือ ตัวเราที่ชนะใจเราเองได้ ตัวเราที่ต่อสู้กับความคิดร้ายๆตลอดทางได้ การเติบโตที่เกิดขึ้นช่างมีคุณค่าและน่าประทับใจ ประสบการณ์ที่ได้รับจะเป็นบทเรียนให้เราปรับปรุงตัว ใจ และฝึกให้เราเข้มแข็งและเก่งมากขึ้นในครั้งต่อไป

นี่ก็เป็นเพียงเรื่องราวที่เราอยากจะแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกัน อยากให้ทุกคนรักตัวเองอย่างถูกวิธี รักครอบครัวด้วยการพากันไปออกกำลังกาย และขอทิ้งท้ายด้วย Quote จากเพจ IG Purelovewrite (เพจเราเอง) ข้อความเรื่องที่ 729 “เวลาท้อให้ดูคนที่เขาไม่มีเท่าเรา เพื่อย้ำเข้าไปจนลึกสุดใจว่า..เรามีโอกาสมากกว่า มีต้นทุนมากกว่า และขับเคลื่อนแรงผลักดันในตัวเรา ให้เกิดเป็นความพยายามที่จะไปให้ถึงเป้าหมายตามที่ตั้งไว้ให้ได้”

เรื่องโดย : เพรียวพรรณ สุขประเสริฐ
บทความในโครงการ นักเล่าเรื่องวิ่ง by ThaiRun