คำศัพท์พื้นฐาน สำหรับนักวิ่งหน้าใหม่หรือหน้าเก่าต้องรู้ จะมีอะไรบ้างมาดูกัน !!

1.Bib คือ ป้ายบอกหมายเลข ทำไมถึงต้องเรียกบิบ ครั้งหนึ่งเพจ @เรื่องวิ่งเรื่องกล้วยให้ที่มาว่า Bib ในภาษาลาตินแปลว่า ผ้ากันเปื้อน มีต้นศัพท์จากคำว่า “Bibben” ปัจจุบันสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างบิบ ไม่บอกเฉพาะตัวเลข ชื่อ อายุ แล้ว แต่ยังมีเทคโนโลยีใหม่เพื่อยืนยันตัวตนของนักวิ่งคนนั้นๆ เช่น สัมพันธ์กับใบหน้า เพื่อเอาไว้คีย์เลข Bib ค้นภาพถ่ายภาพมหาศาล พร้อมๆ กันนั้นวัสดุยังทนทาน กันน้ำ ไม่ขาดง่าย ถ้าเป็นนักวิ่งแนะนำให้สะสมเอาไว้ดู มอง Bib แล้วมีเรื่องราวเสมอ

2. Pace อัตราความเร็วของการวิ่งที่ 1 กิโลเมตรหรือว่า 1 ไมล์ คิดเป็นนาที เช่น ถ้าวิ่งเพซ 7 หมายความว่า1 กิโลเมตรใช้เวลาวิ่ง 7 นาที จำง่ายๆ ว่ายิ่งตัวเลขเพซน้อย เช่น เพซ 5 เพซ 4 หรือ เพซ 3 ยิ่งวิ่งเร็ว
*มีเรื่องน่ารู้ว่าในการทำ Breaking2 หรือมาราธอนที่ต่ำกว่า 2 ชม.จาก Nike นักวิ่งเคนย่า “เอลิอุด คิปโชเก้” วิ่งเพซ 4 : 35 นาทีต่อ 1 ไมล์หรือ 4 : 35 นาทีต่อ 1.609344 กิโลเมตร ถือว่าโหดมาก แต่ถ้าจะสร้างสถิติใหม่เขาต้องวิ่งที่เพซ 4 : 34 แค่1 วินาทีก็มีผลแล้ว !

3. Pacer คือ นักวิ่งที่ลงสนามเพื่อเป็นนาฬิกาเคลื่อนที่ บอกอัตราความเร็ว มีสัญลักษณ์บอก เช่น สนามมินิ 10K มี “Pacer 50”นักวิ่งกลุ่มนี้เขาจะถึงเส้นชัย 10 กิโลเมตร ที่เวลา 50 นาทีพอดี ถ้าอยากวิ่งจบที่เวลานี้สามารถเกาะไปได้ ส่วนใหญ่เพซเซอร์มาวิ่งด้วยใจรักจิตอาสา เราชื่นชมขอบคุณกันละกันเป็นสิ่งตอบแทนได้

4. Easy Pace คำนี้พบบ่อยในตารางซ้อม อธิบายให้เข้าใจในหลักการว่า อีซี่เพซ คือ การวิ่งที่เรายังพูดคุยได้เป็นประโยคๆ ควบคุมการหายใจเข้า-ออกได้ดี แต่ Easy Pace หรือ Easy Run ของแต่ละคนมีความเร็วไม่เท่ากัน เพราะพื้นฐานการฝึก การสั่งสมมาไม่เท่ากัน

5.Interval อินเทอร์วาล หรือ อินเธอวัล หมายถึง การวิ่งเร็ว-สลับช้า เช่น Interval วิ่ง 200 เมตร จ็อกกิ้ง 100 เมตร ตอนวิ่ง 200 เมตรคือวิ่งเร็ว เอาเป็นว่าที่แอดเคยฝึกมา คือ ให้เร็วกว่าปกติจนหอบออกปาก จากนั้นพอถึง 200 เมตรแล้วให้วิ่งจ็อกกิ้ง 100 เมตร อย่าหยุด หรือเดิน ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายได้รู้จักการปรับตัว ซึมซับความเหนื่อย จากนั้นครบ 100 เมตรก็เข้าสู่การวิ่ง 200 เมตรครั้งใหม่ ทำแบบนี้เป็นชุด เช่น 4 ครั้งแล้วพัก ตำราหลายเล่มบอกตรงกันว่า Interval ช่วยเพิ่มความเร็ว ปูระบบหายใจใหม่ แต่นักวิ่งทั่วไปควรทำแค่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่หากซ้อมซีเรียสกว่านี้ควรอยู่ในคำแนะนำของโค้ช

6. Fartlek ฟาร์ทเลค จะอธิบายคำนี้ให้เห็นภาพชัด ต้องนึกถึงสมัย “วิ่งไล่จับ” ฟาร์ทเลค มีความเหมือนและความต่างจาก Interval ที่ “เหมือน” เพราะเป็นการวิ่งเร็ว-สลับช้าเหมือนกัน แต่ที่ “ต่าง” คือ “ระยะทางการวิ่ง” อินเทอร์วาล จะบอกชัดว่าวิ่งเร็วเท่านี่ จ็อกกิ้งเท่านี้เป็นรอบสลับชัดเจน แต่ ฟาร์ทเลค ไม่มีแบบแผน ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า “ติสท์อะ” . “มันออกจะฟาร์ทเลคหน่อยๆ ” เช่น อยู่ดีๆ อยากวิ่งเร็วถึงโค้งนี้ ก็เร่งเร็ว พอถึงจุดก็วิ่งความเร็วปรกติ แต่พอเจอสาวสวยวิ่งอยู่ข้างหน้า ขอเร่งเพซ 4 ไปดูหน้าเธอหน่อย คริๆ เอ้า ! มากับแฟนซะงั้น พอแซงได้ก็ผ่อนความเร็วลง การฝึกฟาร์ทเลค ที่สนุก คือ วิ่งเล่น-วิ่งไล่กับเพื่อน สลับกันนำ หรือตาม เป็นชุด สร้างแบบแผนเอาเองได้ แต่ถ้าวิ่งเร็วนักก็เล่นสักรอบละ 15-20 นาทีเพียงพอแล้ว ผลดีของฟาร์ทเลค คือ ระบบหายใจ กล้ามเนื้อที่ทนทานขึ้น เร่งได้เมื่ออยากเร่ง

7.Tempo เทมโป เจอบ่อยๆ “วิ่งแบบเทมโป้เลยครับ” – อ้อ .. วิ่งไปเต้นไปหรอครับ ได้ๆ จัดให้ เดี๋ยวๆ ไม่ใช่แล่ว เพื่ออธิบายให้เห็นภาพของความเร็วแบบ Tempo Run ก่อนอื่นนักวิ่งแต่ละคนจะมีความเร็ว Tempo เป็นของตัวเอง จะเรียกว่าของใครก็ของมัน เพราะ Tempoคือ อัตราความเร็วที่นักวิ่งคนนั้น วิ่งไปแล้วยังพูดออกมาเป็นคำๆ ได้ (Talk Test) เน้นย้ำว่า “เป็นคำๆ” ไม่ใช้ประโยคยาวๆ นั่นแหละครับ จุดที่นักวิ่งคนนั้น วิ่งไปแล้วยังพูดเป็นคำๆ ได้ คือ จุดที่เป็น “Tempo Run” ส่วนตัว ถือค่อนข้างเร็วเลยละ การฝึก คือ วิ่งด้วยอัตราความเช่นนั้นคงไว้อย่างต่ำสุดที่ 20 นาทีถึงจะเกิดผลดี จากนั้นผ่อนลง จบละ 1 Tempo Run ข้อดีของเทมโป คือ สร้างความอดทน คุ้นเคยต่อการสูดฉีดของเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ นักวิ่งขาแรงแนวหน้าอย่างเพื่อนๆ แอดจะซ้อมแช่ความเร็ว Tempo ที่ 45 – 60 นาทีเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องค่อยๆ ฝึก ถ้าจะมา Tempo Run เลยสัก 15-20 นาที

8.LSD คือ Long Slow Distance หรือ การวิ่งระยะไกลด้วยอัตราความเร็วต่ำ ไปได้เรื่อยๆ คุยเป็นประโยคได้ เพื่อให้กล้ามเนื้อและระบบหายใจทนทานขึ้นนักวิ่งจะวิ่ง LSD หรือ Easy Pace ของตัวเอง

9.Speed Work การฝึกความเร็ว เป็นหมวกที่ครอบคลุม Interval , Fartlek, Tempo ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตารางฝึก การออกแบบของโค้ชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของนักวิ่งแต่ละคน Speed Work แต่ละคนเรียกได้ว่าเป็นงาน Customize เลยครับ ผมเคยฝึกสปีดเวิร์ก แบบ วิ่งเร็ว 600 เมตร พัก 90 วินาที ทำแบบนี้ 6 รอบ นอนแผ่กันเลยทีเดียว งานสปีดเวิร์กไม่จำเป็นกับนักวิ่งเพื่อสุขภาพมากนัก เพราะหนักหน่วง เข้มข้น หากฝึกเอง มีโอกาสบาดเจ็บหรือหักโหม จะฝึกแบบนี้มีโค้ช หรือได้พี่ๆ นักวิ่งที่มีประสบการณ์คอยแนะนำดีกว่า

10.Junk Miles หรือ ไมล์ขยะ นิยมใช้กันในหมู่การซ้อมวิ่งที่ซีเรียสจริงจังขึ้น ประเภทมีเป้าหมาย มีอุปสรรครออยู่ ทั้งความยาก เรื่องเวลา หรือระยะทาง หรือความชัน แต่การเทรนยังคงวิ่งแบบไม่เข้าเป้า ไมล์ที่เกิดขึ้นไม่ก่อประโยชน์ใดๆ

11. DNF ดีเอ็นเอฟ หรือ Did Not Finish แปลว่า วิ่งไม่จบ ไม่ผ่านเกณฑ์เวลา นักวิ่งไม่อยากได้คำนี้ในพจนานุกรมส่วนตัว แต่ถ้าได้มาเพื่อเป็นแรงกระตุ้นด้านบวก จะเป็นเรื่องที่ดี ในกลุ่มนี้มี DNS – Did Not Start หรือ การไม่ได้ออกสตาร์ทด้วย

12. PB Personal Best สถิติส่วนตัวที่ดีที่สุด ในมาราธอน คือ บางสำนักใช้คำว่า PR – Personal Record จะ PB/PR ได้ก็ต้องทุ่มเท

ที่มา : http://bit.ly/2tDDqDz