ความในใจการวิ่ง 11 กม. แรกของคุณหมอสูตินรีเวช | ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ

269

ความในใจการวิ่ง 11 กม. แรกของคุณหมอสูตินรีเวช ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ บอกเลยว่าลีลาการเขียนของคุณหมอไม่ธรรมดาจริงๆ

ตุลาคม ปีก่อน คุณหมอธนพันธ์เขียนเรื่องประสบการณ์ชีวิตหมอสูตินรีเวช ลีลาการเขียนที่สนุกปนฮานั้น เรียกยอดไลค์ถึง 4 หมื่น และการแชร์เกือบๆ 2 หมื่นครั้ง คราวนี้คุณหมอเขียนประสบการณ์ผ่านงานวิ่งแรก Sikarin Hatyai Half Marathon 2019

ลีลาการเขียนที่ไม่มีเคอะเขิน (แต่คนอ่านเขินแทน) ตามสไตล์หมอสูติฯ รับรองว่าคุณจะได้อ่านเรื่องวิ่งแบบมีอรรถรสแน่นอน มาอ่านกันเลยค่ะ

ปกติผมมักจะวิ่งออกกำลังกายตอนกลางคืน หลังเลิกร้านหากได้กินข้าวรองท้องสักนิด แล้วเริ่มออกวิ่งราวๆสองทุ่มครึ่ง ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จ

ผมวิ่งอยู่ในหมู่บ้านนี่แหละ วิ่งดมกลิ่นดอกไม้ในอากาศที่บรรดาเพื่อนบ้านปลูกไว้ วิ่งทักทายคนรู้จัก และวิ่งพร่ำเพ้อดูดวงจันทร์ไปเรื่อยเปื่อย

มีสัก ๒-๓ เดือนครั้ง ที่จะไปวิ่งในงานต่างๆ บ้าง ก็อย่างเช่นวันนี้

ผมไปร่วมวิ่งในงานที่ถูกจัดโดยโรงพยาบาลศิครินทร์ โดยรายได้ส่วนหนึ่งเค้าบอกว่าจะมอบให้กับการดูแลเด็กที่เป็นโรคหัวใจ

ส่วนใหญ่ผมจำธีมของงานไม่ได้หรอกครับ ว่าใครจะนำเงินไปไหน เสื้อสีอะไร ใครมาเปิดงาน ผมมาแค่วิ่ง

ผมจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้ว หลังจากวิ่งเสร็จ ขณะเดินไปขึ้นรถกับน้องจ้า จู่ๆก็ได้ยินเสียงชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนโหวกเหวกด่าพวกเราเหล่านักวิ่งที่ไปจอดรถขวางหน้าบ้านเขา

“ไอ้พวกนักกีฬาเหี้ยๆ ฯลฯ” เสียงดังขึ้นมาในห้วงคำนึง ผมถูกด่ากราดไปด้วยทั้งๆ ที่จอดรถไว้ไกลถึงหลังสนามกีฬา ผมยังจำได้ถึงช่วงเวลาที่ขนแผงคอลุกชัน ด้วยเกรงว่าจะมีใครวิ่งเข้ามาทำร้ายลูก ในตอนนั้นหากมันมีจริงๆ ผมคงได้ไล่กัดมันจนเลือดท่วมแน่ๆ

ในวันนี้ ผมจึงจอดรถที่เดิม คือหลังสนามกีฬา แล้วเดินไปร่วมงานที่หน้าโรงพยาบาล

เหมือนเดิม เหล่านักวิ่งยังคงจอดรถขวางหน้าบ้านชาวบ้านอยู่อย่างนั้น ใครที่ตื่นเช้าหน่อย ก็จะมายืนเฝ้าหน้าบ้านไว้เลย คราวนี้ใครมาจอดรถ คงได้เจอดี

บางทีผมก็รู้สึกเศร้าเหมือนกันนะครับ
คนจัดก็จัดไป คนวิ่งก็วิ่งไป พวกเราสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมากมายเหมือนกัน ไหนจะปิดถนน ปิดเป็นระยะเวลานานๆ จอดรถเกะกะเกลื่อนกลาด ไหนจะเสียงดังในบริเวณงาน เสียงแตรอัดแก๊ซที่ดังแสบแก้วหูในยามปล่อยตัวนักวิ่ง ผมเชื่อว่า มีชาวบ้านอีกมากมายที่ไม่ชอบงานแบบนี้
คนจัดก็บอกว่า “ปีละครั้ง” ส่วนชาวบ้านก็บอกว่า “มันก็วิ่งกันแบบนี้แทบทุกอาทิตย์นั่นแหละ”

น่าคิดนะครับ ว่าทำอย่างไรที่จะทำให้การจัดงานวิ่งการกุศลแบบนี้ไม่รบกวนคนอื่นๆ มากจนเกินไป

เอาเหอะ ยังไงเสีย เช้านี้ผมก็มาวิ่งแหละน่า เค้าจัดวิ่งในเส้นทางใหม่ วิ่งเลียบคลองอู่ตะเภา สายน้ำประจำเมืองหาดใหญ่ ผมจึงตั้งขื่องานวิ่งในวันนี้ของผมว่า “วิ่งชมสายน้ำประจำใจ” รู้สึกได้ว่า มันโคตรเชย แต่เอาเหอะ ผมมีเหตุผลของผมแหละ

“เมื่อคืนนอนไม่หลับ”

บ้ามั้ย?

เมื่อไหร่ที่จะต้องตื่นไปวิ่งในงานแบบนี้ มันมักจะนอนไม่หลับ 
กระสับกระส่ายอยู่นานจนต้องตื่นมาหักเม็ดยาเมลาโทนินกินไปครึ่งเม็ด และคาดว่ากว่าจะหลับก็คงเลยเที่ยงคืนไปนิดหนึ่ง แถมยังคงหลับไม่สนิท ผมรู้สึกแน่นท้องจุกเสียด คงเพราะเมื่อหัวค่ำมีงานเลี้ยง และกินมากไปหน่อย ใครสักคนบอกว่าต้องโหลดคาร์บก่อนวิ่ง ผมเลยซัดแหลกแดกเกลี้ยง แถมน้ำชาร้อนอีกกาหนึ่งเห็นจะได้ ครั้นพอเริ่มง่วง ก็ต้องลุกขึ้นมาฉี่ พอเริ่มจะมานอนเคลิ้มๆ ก็ฝันอะไรต่อมิอะไรมากมาย จนต้องลืมตาขึ้นมาแล้วถามตัวเองว่า “นี่กูตื่นหรือกำลังฝันวะ”

สรุปว่า เป็นการนอนที่ห่วยแตกมากจริงๆ

แล้วก็ตื่นขึ้นมาในเวลาตีสี่ตามเสียงเรียกจากโทรศัพท์ที่ถูกกำหนดไว้

ตื่นขึ้นมาก็ลงไปข้างล่าง ดื่มน้ำเปล่า น้ำมะพร้าว และชงกาแฟ ข้าวสวยอุ่นๆ โรยด้วยหมูหยอง กินไปพอรองท้อง จากนั้นก็ขึ้นไปขี้

ผมเลือกใส่กางเกงผ้ายืดแบบเล้กกิ้ง จัดเจี๊ยวให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ผมยืนส่องกระจก อมยิ้มดูก้อนอูมๆ ป่องๆ นั้น นั่นคงเป็นเพราะมันเป็นช่วงเช้ามืด ช่วงเวลาที่กระจู๋ผู้ชายจะต้องขยายใหญ่จากการกระตุ้นของฮอร์โมนเพศชาย หึหึ..

การวิ่งรอบนี้ผมสั่งเสื้อกล้ามไซส์ M ซึ่งเมื่อได้ใส่จริงๆ ก็รู้สึกว่าคิดผิด

พุงป่อง เห็นร่องหลุมสะดือ แถมชายเสื้อยังสั้นปิดเป้าไม่ถึงอีก

คราวนี้แหละ เมื่อตอนที่เจี๊ยวเริ่มหด มันเลยได้ดูราบเรียบประหนึ่งเพิ่งไปแปลงเพศมาเลยทีเดียว เอิ่ม..มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ มันก็ราวๆ “แหนมตุ้มจิ๋ว” อันหนึ่งมาแปะไว้ ก็เท่านั้น บ้าชะมัด รอยอมยิ้มอย่างภูมิใจเมื่อครู่จึงได้จางหายไปอย่างรวดเร็ว

วิ่งสักทีมั้ย ฮ่า ฮ่า

จุดเริ่มออกตัวคือหน้าโรงพยาบาลศิครินทร์หาดใหญ่ ผมลงวิ่งในระยะ ๑๐.๕ กิโลเมตร เลี้ยวขวาขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟ “สะพานสัจจกุล” สะพานที่น่าจะสูงราว ๑๕ เมตรจากพื้นดิน รู้สึกเหมือนต้องปรับตัวปรับใจ เพราะไม่เคยวิ่งไต่ระดับสูงขนาดนี้ อย่าลืมสิ ว่าผมเป็นเพียงมือสมัครเล่นเท่านั้น ๑๕ เมตรนี่เล่นเอาใจหวั่นไหวไปเลยทีเดียว จากนั้นก็ไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสาครมงคล

ถนนสายนี้เหมือนถูกลืม

มันคือถนนเส้นเล็กๆ ที่ตัดเบี่ยงแยกออกมาจากถนนเพชรเกษมตรงหน้าที่ว่าการอำเภอฯ ถนนที่มีคลองอู่ตะเภาเลียบอยู่ด้านข้าง (เอ๊ะ คลองเลียบถนน หรือถนนเลียบคลองกันนะ)

ผมว่าจากจุดนี้ไปมันคือไฮไลท์ เพราะมันคือความสงบ สองข้างถนนมีโรงแรมเล็กๆประปราย มีราคาบอกอัตราค่าห้องเป็นรายชั่วโมงหรือค้างคืนราคาไม่แพงเพียงหลักร้อย บางแห่งสร้างง่ายๆ เพียงมีม่านเปิดเอาไว้ ขับรถเข้าไปก็รูดปิด จบ

ถ้าในช่วงดึกดื่นมันดูเงียบสงบเหมือนอย่างเช้าตรู่ตอนนี้ ผมว่ามันน่าพาเมียมานอนเล่นดูบ้าง จะเป็นไรไป

ตึกแถวหลายตึกดูเหมือนเป็นตึกร้าง ป้ายบอกขายดูเก่าประหนึ่งว่ามันถูกประกาศขายมานานแล้ว บางช่วงของเส้นทางยังเป็นพื้นที่รกร้าง

“ถนนสายนี้เหมือนถูกลืมจริงๆ” ผมคิดของผมไปเอง

“อูย…ทำไมมันถ่วงหัวหน่าวจังวะ” จะเอามือมาคลำเพื่อสำรวจก็ไม่กล้า คนวิ่งใกล้กันมีมากมาย ไหนจะเริ่มมีคนรู้จักที่วิ่งสวนกันมาบ้าง บางคนก็ยกมือขึ้นมาสวัสดี (อีกแล้ว)

“หมอ” เสียงใสๆดังจากฝั่งที่วิ่งสวนมา ผมมองไปก็เห็นน้องผู้หญิงหน้าตาคุ้นๆ เธอเซ็กซี่มาก ยกมือบ๊ายบายตอบไปแล้วนึกออก เธอคนนั้นชื่อ “เอ๋”

“หมอ ถึงตรงนี้กี่กิโลแล้ว” เสียงใสๆจากผู้หญิงหน้าตาดีส่งมาจากฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง
“เย่..สี่ครึ่งครับพี่กุ้ง” ออ สาวสวยคนนี้ เรารู้จัก

เห็นไหม วิ่งไปเถิด
เราไม่ได้วิ่งคนเดียวหรอก

เมื่อกลับตัวมาได้ระยะหนึ่ง นาฬิกาผมสั่นบอกระยะทางได้ ๖ กิโลเมตร เราต้องวิ่งเลี้ยวซ้ายเพื่อขึ้นสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา “พิทักษ์คุมพล” คือชื่อสะพานนี้ ผมมองไปทางขวา เห็นร้านอาหารที่เคยมากินบ่อยๆเมื่อนานมาแล้ว ถ้าจำไม่ผิดมันชื่อ “ล็อกเทอเรส” ร้านอาหารที่วางตัวอยู่บนริมฝั่งคลอง บรรยากาศมันโคตรดี แต่สภาพที่เห็นตอนนี้ หากไม่ใช่เพราะมันยังไม่ถึงเวลาเปิด มันก็อาจจะปิดกิจการไปแล้ว (ใครรู้บ้างครับ)

บนสะพาน ผมผันใจมาดูลำน้ำ
“คลองอู่ตะเภาสกปรก”

ลำน้ำนิ่งจนแทบไม่มีร่องรอยของการไหล กอผักตบชวาพบประปราย บ้างกอใหญ่ บ้างกอเล็ก ขยะลอยผิวน้ำนั้นก็มีให้เห็นจนน่ารำคาญใจ มันพาให้สะท้อนใจ ว่าลำน้ำสายนี้ คือสายน้ำประจำเมือง แต่ตอนนี้มันดูเหมือนขาดการดูแล

ที่เชิงสะพานขาลง มีป้ายบอกว่า เรากำลังวิ่งเข้าเขตอำเภอบางกล่ำ ทางด้านขวามือมีบ้านแบบโบราณฝาบ้านเป็นสังกะสี แต่กระเบื้องดินเผาทรงรูปว่าวที่ถูกมุงหลังคาอยู่นั้นมันดูสวย 
พื้นที่แถบบนี้ ผมเคยอ่านจากสารคดี ทราบว่าเป็นแหล่งทำกระเบื้องหลังคา ในอดีตมีเตาเผาอยู่หลายเตา โดยเฉพาะแถว “บ้านท่านางหอม”

ถึงตรงนี้ ระยะทางก็เกือบ ๗ กิโลเมตรแล้ว ผมยังคงวิ่งได้โดยไม่เหนื่อยมากนัก แต่ที่หัวหน่าวมันยังคงรู้สึกแปลก เหมือนขนรอบโคนจู๋มันถูกดึง “สวบ สวบ”
อยากเอามือล้วงเข้าไปคลำดู แต่มันก็จนใจเสียเหลือเกิน ช่างภาพในงานวิ่งคราวนี้มีมากมายเสียจนกระทั่งต้องเก็กให้วิ่งท่าสวยๆเท่ๆกันแทบตลอดเวลา
กลัวเหลือเกิน ที่จะมีหลุดมาสักรูปหนึ่งที่ผมกำลังเกาตูด เกาไข่พลางทำหน้าฟิน มันจะประสาอะไรกับการคิดจะล้วงเป้าตอนนี้

หลุดจากความคิดก็เห็นคนคุ้นตาวิ่งสวนมา สตรีร่างระหงหน้าตาจัดว่าดูดี ฟรุ้งฟริ้ง เธอวิ่งมากับสามี ปกติเค้าจะไม่วิ่งด้วยกัน ด้วยเพราะสามีเธอวิ่งเร็วจนตัวปลิว หลังๆนี้ผมเห็นเธอทำงานให้ “ไทยรัน” บ่อยๆ

เธอเห็นผมแล้ว ฉีกยิ้มจนตาหยี

“แปร๊ะ” มันคือเสียงเราแปะมือทักทายกัน ผมรู้สึกสะเทือนถึงหัวไหล่ ลืมไปว่าเธอเป็นครูโยคะ กำลังภายในคงมีเหลือเฟือ

บนสะพานสัจจกุลในช่วงขากลับ ผมมองเห็นเขาคอหงส์ที่มีหมอกหรือควันจางๆ คลุมอยู่ ผมชะลอฝีเท้าลงนิดหนึ่งเพื่อดูรางรถไฟ รางเหล็กแบบนี้แหละ ที่มันดึงดูดผมมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนที่จะสอบเอ็นทรานส์ เคยคิดไว้ว่า หากสอบเข้าไม่ได้ ก็จะไปสมัครเป็นคนขับรถไฟด้วย แล้วตอนนั้นก็มีรถไฟวิ่งผ่านมาขบวนหนึ่งพอดี

“หูย..มันโคตรดี” ผมยิ้ม

“เกือบแล้ว” ผมบอกตัวเองในใจเมื่อคราวที่นาฬิกาสั่นบอกระยะทางที่ ๑๐ กิโลเมตรบนสะพานสูงแห่งนี้

“แต่ เอ๊ะ” ผมสะดุดกับความคิด ไม่ใช่ความคิดเรื่องขนที่โคนเจี๊ยวถูกดึง แต่รู้สึกสงสัยในระยะวิ่งของตัวเอง กะระยะจากตรงนี้ไป มันน่าจะมีระยะทางอีกราว ๑ กิโล กว่าจะถึงหน้าโรงพยาบาลตรงจุดเข้าเส้นชัย
“คุณหลอกดาว คุณหลอกดาวแน่ๆ” มันไม่น่าจะใช่ ๑๐.๕ กิโลเมตร ผมเชื่อการกะประมาณจากสายตาตัวเองไปก่อน และเมื่อทำใจกับระยะทางได้แล้ว ก็ยังคงนึกขึ้นได้ ว่า “ขนยังถูกกระตุกอยู่เรื่อยๆ” ผมรู้สึกขำตัวเอง

ไอ้เมื่อตอนหัวรุ่งเจี๊ยวยาวใหญ่ ครั้นพอมันหดตัวกลับลงมา มันก็มีขนกระจุกใหญ่ถูกดึงติดเข้าไปในหนังหุ้มปลายนั่นด้วย คราวนี้เลยบรรลัย เพราะมันหดเข้าไปจนเล็กเกินคำว่าน่ารัก พร้อมขนหยิกหย็องขยุ้มรอบๆถูกกระตุกพร้อมกับจังหวะการก้าวขาแต่ละก้าว

มันคือ ๑๑ กิโลเมตรที่แสนจะทรมานขนโคนไข่เสียเหลือเกิน

ขำจนน้ำตาเล็ดเมื่อครั้นได้ปิดประตูรถ และเอามือล้วงเข้าไปรูดปลดมันออกจนรู้สึกเป็นอิสระ

เฮ้อ….กรรม 
น่าจะไปสุหนัดเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ธนพันธ์ ชูบุญนิวเร็คคอร์ดสิบเอ็ดกิโลพร้อมจู๋หด
๑๘ สค ๖๒

ปล. ที่อยากจะบอกก่อนเลิกอ่าน
๑ นี่คือ ๑๑ กิโลเมตรแรกของผมโดยบังเอิญ เหนื่อยไม่มากนัก หัวใจไม่ระรัวจนเกินไปเว้นช่วงเวลาที่วิ่งตามใครสักคนที่ร่างดีๆ หึหึ
๒ เส้นทางสวยจริงๆ แม้เป็นการวิ่งในเมือง
๓ มินิที่ปล่อยตัวตีห้าครึ่งมันดี วิ่งไป ๘๐ นาที หัวยังไม่ถูกเผาด้วยแดด
๔ ช่างภาพเยอะจริงๆ 
๕ ลงทะเบียนวิ่งกับ “ไทยรัน” มันสะดวกดี
๖ ปีนี้ไม่ได้ยินเสียงคนมายืนด่า “ไอ้พวกนักกีฬาเหี้ยๆ ฯลฯ” เหมือนปีที่แล้ว เพราะผมเลือกเดินกลับผ่านทางสนามกีฬาแทน

จบนะ

เรื่อง : ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ (หมอแป๊ะ)
ภาพ : ผศ.นพ.ธนพันธ์ ชูบุญ (หมอแป๊ะ) | Sikarin Hatyai Half Marathon