รู้ว่าใช่ว่า เรื่องใกล้ตัวที่ทำให้ ‘DNF’

4594

DNF คือ Did Not Finish วิ่งไม่ถึงเส้นชัย ไปไม่ทันเวลากับระยะทางที่สนามกำหนดไว้ รู้ไว้ใช่ว่า เรื่องเล็ก ๆ ที่อาจทำให้คุณ DNF ได้ และเราควร DNF ด้วยความเข้าใจ

Question Runners
การ DNF มีหลาย ๆ ปัจจัย หลายปัญหา บางครั้งที่ทำให้วิ่งไม่จบ อาจเป็นเพราะเหตุผลด้านสุขภาพ หรือว่าเหตุการณ์สุดวิสัยบางอย่าง ไปไม่ทันเวลา Cut Off ของสนาม การ DNF หากมองเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เราเรียนรู้และแก้ไขในสนามต่อไป แต่ก็นั่นแหละครับ ความเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ความรู้สึก บางครั้งก็เสียใจ จดจำ เข็ดขยาด บทความนี้เราได้รวบรวมเรื่องใกล้ตัว ที่ช่วยใหันักวิ่งห่างไกลเรื่อง DNF ขอตัดเรื่องการซ้อมออกไปจากหัวข้อนี้ครับ แต่จะบอกเล่า เรื่องอื่น ๆ ชนิดที่เราสามารถป้องกันได้ก่อน มาดูกันครับว่ามีเรื่องอะไรบ้าง

1. ศึกษาเวลา Cut Off ของสนาม
ก่อนที่มือลั่นกดสมัครสนามไหน ให้ลองหาข้อมูล เวลาที่สนามนั้นกำหนดให้วิ่งอย่างถี่ถ้วนก่อนนะครับ เรื่องนี้ต่อให้เป็นนักวิ่งที่เคยผ่านมาแล้วหลายงาน ก็ยังจำเป็นต้องดู จำไว้ว่าระยะวิ่งที่ไกลขึ้น จะมีจุด Cut Off ที่ถี่ขึ้น หลาย ๆ สนามในโลก จุดคัทออฟจะบอกดีกรีความยากเลยครับ การที่เรารู้เรื่องเวลาของสนามวิ่ง จะช่วย ให้กำหนดแผนการซ้อม แผนการลงแข่งได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ว่ามีแต่ครับ เราควรรู้เวลา Cut Off ตั้งแต่ตอนที่สมัคร ไม่ไปรู้วันแข่งนะครับ เรซบางเรซก็อาจมีการแจ้งข่าว ฉุกเฉินเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงคัทออฟ เนื่องจากการจราจรหรือว่าสภาพอากาศ ดังนั้น ก่อนจะลงสนามควรรู้เรื่องเวลา COT อย่างกระจ่าง

| Tips | 
1. ให้พิมพ์เวลา Cut Off ออกมาแปะข้างฝา เพื่อให้เราจดจำ  เห็นแล้วกระตุ้นการซ้อม
2. ทำแผนการวิ่ง Running Plan ให้ชัดเจนเลยว่า จะวิ่งไปถึง กม. Cut Off เวลาเท่าไหร่ เพซอะไร จากนั้นก็เอาไปซ้อม โดยบวกเวลา + 5 + 10 นาทีเข้าไป ในกรณีที่สนามมีนักวิ่งกระจุกตัวมากตอน แข่งขัน
3. ลองมองหาเพซเซอร์ ในสนามแล้ววิ่งในระดับความเร็วเดียวกับเขา ตามเพซเซอร์ทัน ยังไงก็ไม่ DNF

2. ไปสนามก่อนเวลาแข่งอย่างน้อย 2 ชั่วโมง (งานต่างประเทศ)
บางงานในต่างประเทศ กฎเข้มงวดหลายอย่าง (โดยเฉพาะในญี่ปุ่น) เช่น มีการตรวจความปลอดภัยหลายด่าน มีกำหนดเวลาปิดการเข้า Block หรือจุดสตาร์ทด้วย หากเขาปิด Block การออกสตาร์ทแล้ว เราจะนอยด์เพราะต้องถูกเชิญไปปล่อยตัวหลังจากที่นักวิ่งทั้งหมดออกสตาร์ทไปแล้ว กินเวลาอย่างน้อย 15 – 20 นาที นั่นคือ การเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ สุ่มเสี่ยงต่อการวิ่งไม่ทันเวลา Cut Off แถมเรายังมีความรู้สึก ที่ถูกกดดันเพิ่มเข้ามา แนะนำว่าควรไปก่อนเวลา ไปเสพบรรยากาศสนามแข่งรับพลังงานที่ดีดีกว่า กลับมามองที่สนามไทยบ้าง เราควรไปถึงสนามแข่งอย่างน้อย 1:20 ชม.ล่วงหน้า หรือก่อนหน้านั้น เพราะปัจจุบันมีปัญหาการวนหาที่จอดรถครับ เรื่องนี้ใกล้ตัวจนลืมมองข้ามไป

| Tips | 
1. หากไปงานต่างประเทศหรือว่าจังหวัดไหนที่ไม่คุ้นให้ลองหาที่พักใกล้จุดสตาร์ท หรือศึกษาเส้นทางการเดินทางไปสนาม ทดลองไปจริงให้เกิดความเข้าใจเลย ใจคอวันแข่งก็เหมือนไปสนามสอบครับ
2. งานวิ่งในไทย ใช้บริการรถสาธารณะจะทำให้ไม่สาละวนกับที่จอด
3. นอนเร็วหน่อย เพื่อจะได้ตื่นเร็วขึ้น ลงแข่งด้วยร่างกายที่มีคุณภาพการพักผ่อนที่พร้อม

3. ตรวจเช็คอุปกรณ์ที่สำคัญโดยเฉพาะ Bib ต้องรักษาไว้จนกว่าจะเข้าเส้นชัย
Bib ก็คือ บัตรประจำตัวประชาชนของนักวิ่งครับ หากบิบหายไป เรื่องนี้อาจเป็นสาเหตุ ให้ถูกออกจากสนามได้ครับ เป็นอีกกรณีที่ไม่ใช่ DNF แต่เป็น DQ หรือ Disqualified หมดคุณสมบัติของการแข่งขัน เพราะทำผิดกฎของสนาม การที่ทำ Bib สูญหาย ไม่มี Bib เป็นเรื่องที่มักถูกพิจารณาให้นักวิ่งออกจากการแข่งขันครับ แม้ว่าคุณจะวิ่งไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่หากมีการตรวจเจอว่า วิ่งโดยไม่มี Bib จะ DQ ทันที ผมเคยเจอนักวิ่งที่โอดครวญ เรื่องนี้ในสนามวิ่งอัลตร้ามาราธอน เพราะว่า bib หายไประหว่างแข่ง เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่ด้านหนึ่งก็ต้องเข้าใจกฎการทำงานของสนาม โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย การยืนยันตัวบุคคลด้วยละครับ หากบาดเจ็บหรือว่ามีอุบัติเหตุ 

หากก่อนวิ่ง Bib หาย ไปสนามโดยไม่มี Bib แล้วไปแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ขอ Bib ใหม่ได้ไหม? เท่าที่ทราบและสอบถามมา สนามจะไม่ให้ลงแข่งเลยนะครับ เพราะเก็บสถิติของเราไม่ได้ เหตุการณ์ที่ไม่ได้ลงแข่งเรียกว่า DNS หรือว่า Did Not Start.

| Tips |  
1. ตั้งแต่วันไปรับ bib เก็บไว้ให้ดี ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน
2. ติด bib กับชุดวิ่งอย่างระมัดระวังอย่าให้ขาดได้ล่ะ
3. การวิ่งระยะไกล หรือว่าต้องเจอกับลม ฝน หาซองพลาสติกใส่บิบอีกชั้นครับ

4. ห้องน้ำ !
การรอคิวเข้าห้องน้ำ การสาละวน หาห้องน้ำ ระหว่างที่วิ่งไปแล้วเนี่ย ถือว่า กินเวลาไม่น้อยเลยครับ ดังนั้นมาควบคุมปัจจัยที่จะทำให้เราไม่สูญเสียเวลาไปกับ การหาห้องน้ำดีกว่าครับ เช่น มีความรัดกุมเรื่องการรับประทานอาหารก่อนแข่ง – เช้าวันแข่ง จิบน้ำในแต่ละสเตชั่นแต่พอดี ๆ หากต้องเข้าเวลาก็อย่าหยุดเวลาบนข้อมือ เพราะกลัวว่าจะเสียสถิติไปนะครับ จับจ้องเวลาและทำเวลาคืนมาให้ได้

| Tips |   
1. ไปถึงสนามเร็วหน่อย เพื่อเข้าห้องน้ำ อย่างน้อย ๆ 1 ครั้ง
2. ให้ศึกษาการบริการห้องน้ำในสนามแข่งว่าอยู่จุดใดบ้าง
3. ก่อนออกจากห้องน้ำ เช็คดี ๆ อย่าลืมอะไรไว้ที่ห้องน้ำนะ เพราะหากต้องวิ่งกลับมา เวลา COT จะงวดเข้ามาอีกได้

5. อย่าลองของใหม่วันงานเป็นเด็ดขาด ทุกอย่างควรอยู่ในความคุ้นเคย
DNF มาไม่น้อยเลยครับที่เจอพิษของกางเกงบาด เสื้อบาด รองเท้ากัด กระเป๋าวิ่งที่ไม่ Fit in หมวกที่รัดเกินไป หรือแแม้แต่อาหารเจลให้พลังงาน ที่เพิ่งได้มา แนะนำว่า ให้วิ่งด้วยสิ่งที่เราคุ้นเคย ถ้าเป็นของใหม่ ก็ให้ทำให้มันเก่าด้วยการใช้ซ้อม ทดลอง ให้เห็นประสิทธิภาพและผลที่ตามมา ไม่อยากให้คุณเสียเวลาไปกับการแก้ไข อะไรที่ไม่จำเป็น

| Tips |    

  1. เตรียมทุกอย่างที่จะใช้ในมาราธอนเอามาทดลองให้เราคุ้นเคย
  2. ลองหัดทำอะไรแบบ On The Go หรือว่าไม่ต้องหยุดเดินหรือหยุดเฉยๆ เลย เช่น เอาของออกจากกระเป๋าหน้า ฉีกซองเจล เพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เองจะส่งเสริมให้คุณได้ PB ครับ

6. ถ่ายภาพเยอะเกินไป !
เขียนสั้น ๆ เลยว่า วิ่งพร้อมกับสมาร์ทโฟนไม่ได้ผิดอะไร แต่หากใช้ในสนามวิ่งมากเกินไป สิ่งนี้เอาเวลาเราไปพอสมควรครับ ลองบริหารเวลาการใช้เถอะครับ

| Tips |     

  1. นำออกมาใช้ในระยะและสถานการณ์ที่เหมาะสม
  2. วิ่งไปถ่ายไป ระวังมือถือตกนะครับ ควรหาเคสที่ป้องกันการตกกระแทก
  3. หรือไม่เอาแข่งเลย ฝากไว้กับคนที่เส้นชัย /  หากสิ่งนี้ไม่ได้เป็นอุปกรณ์บังคับของสนาม

7. ใช้เวลากับจุด Check Point และข้างทางที่นานเกินไป
ลองคำนวณตั้งแต่ก่อนแข่งได้เลยครับว่า เราจะใช้เวลากับจุด Check Point แต่ละจุดนานแค่ไหน เพื่อเข้าไปทำอะไร อย่างจุดละ 3 นาที มี 5 จุด คือ 15 นาที ไม่น้อยนะครับ

| Tips |  

1. เรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งก่อนๆ ว่าเราใช้เวลากับ Check Point หรือ Water Station นานแค่ไหน แล้วนำมาปรับกับตัวเอง
2. สนุกกับกองเชียร์และเต็มที่ได้ หากคุณมีแผนการวิ่งที่รัดกุมแล้ว ดังนั้นโปรดทำการบ้านมา

8. อื่นๆ ที่เราต้องปรับตัวเองไป
สาเหตุของการ DNF เชื่อว่ามีมากกว่า 7 ข้อที่กล่าวมาครับ โดยความแแปรปรวนของอากาศ อาหารและสุขภาพ นักวิ่งระดับ ELITE พวกเขาเองจะถอนคันเร่งเลยทันที และยอม DNF ในบางสนามเพื่อถนอมตัวเอง ไว้ไปซ้อม ไปแข่งต่อในสนามถัดไปที่รออยู่ เพราะการฝืนจะมีผลทางด้านสุขภาพหรือบาดเจ็บ ท้ายที่สุด

บทความนี้ไม่ได้ตลกร้ายที่ส่งเสริมให้นักวิ่ง DNF แต่ผมกำลังจะบอกคุณว่าการ DNF ด้วยความเข้าใจ นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักกีฬาและการเล่นกีฬาครับ หากเตรียมตัวมาดีพร้อมแต่ดันเจอกับเรื่องที่สุดวิสัย การดึงดันดื้อรั้นไม่ใช่คำตอบเลย การได้กลับมาแก้มือต่างหากล่ะ คือ เรื่องที่เราควรทำ

เพราะการกีฬาวิ่ง เราสามารถแสวงหาโอกาสครั้งที่ 2 ให้กับตัวเองได้อีกในวาระต่อไป เราจะกลับมาแข็งแกร่ง กว่าเดิม มีประสบการณ์ที่ได้รับและเรียนรู้จากสนาม และเชื่อว่าเรื่องนี้ก็จะนำประโยชน์ไปสู่ชีวิตนอกสนามของคุณด้วยครับ โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนและการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่มีข้อจำกัด

อ่านมาถึงตรงนี้ ขอให้ทุกคนไม่ DNF นะครับ