นักวิ่ง กับภาวะ “หัวใจวายขณะวิ่ง”

7846

แม้ว่าการวิ่งจะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ แต่ขณะเดียวกันถ้าเรามีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ หรือโรคที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ จำเป็นอย่างมากที่จะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนลงสนามวิ่ง

“การเสียชีวิต” เหตุเกิดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นในสนามวิ่ง ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม นพ.ภัทรภณ อติเมธิน หรือ หมอแป๊ป เจ้าของเพจ Learn’n’Run เขียนอธิบายไว้ในบทความ “หัวใจวายขณะวิ่ง” ผ่านเว็บไซต์ รพ.สมิติเวช เอาไว้ว่า

“มีงานวิจัยที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการแข่งขันมาราธอน และฮาล์ฟมาราธอนทั่วอเมริกาเป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2000-2010 พบว่า มีนักวิ่งที่เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น 59 คน จากทั้งหมด 11 ล้านคน คิดเป็นอัตราส่วน 1/184,000 แต่เมื่อลองเปรียบเทียบกับอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนในเมืองไทยที่อยู่ที่ประมาณ 1/10,000 ซึ่งสูงกว่าเกือบ 20 เท่าเลยนะครับ ผมว่าเหตุผลที่เราพบเห็นข่าวนักวิ่งเสียชีวิตระหว่างแข่งขันบ่อยขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัจจุบันมีนักวิ่งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากครับ

ย้อนกลับมาที่งานวิจัยที่ทำการเก็บข้อมูลจากนักวิ่งที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นทั้งหมด 59 คน ซึ่งได้ผลสรุปดังนี้ 40 คนเกิดอาการขณะวิ่งมาราธอน และอีก 19 คนเกิดอาการขณะวิ่งฮาล์ฟมาราธอน

  • อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 42 ปี
  • ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย (86%)
  • มักจะเกิดอาการในช่วง ¼ ของระยะทางก่อนเข้าเส้นชัย
  • มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 71% หรือ 42 คนจากทั้งหมด

สาเหตุของการเสียชีวิตส่วนใหญ่ก็คือ ภาวะผนังหัวใจหนาผิดปกติ ส่วนผู้ที่รอดชีวิตนั้นพบว่า สาเหตุหลักเกิดจากภาวะหัวใจขาดเลือด”

หมอแป๊ป ให้ข้อสังเกตว่า สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ถึงแม้อัตราการเสียชีวิตจะดูสูง (71%) แต่ก็ยังน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นทั่ว ๆ ไป (ในชีวิตประจำวัน) ซึ่งอยู่ที่ 90% ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าระบบการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของการแข่งขัน ในอเมริกานั้นมีการเตรียมการ และมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง ความเห็นส่วนตัวของผมคิดว่าในบ้านเรา ถึงแม้การเตรียมความพร้อมจะยังไม่เทียบเท่าอเมริกา แต่ถ้าเพื่อน ๆ พี่ ๆ นักวิ่งช่วยกันแนะนำให้ผู้จัดการแข่งขัน เห็นถึงความสำคัญ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคตอย่างมากครับ

ขั้นตอนการช่วยเหลือนักวิ่งที่ล้มเบื้องต้น คือ
1.ดูว่ารู้สึกตัวอยู่หรือไม่ โดยเขย่าที่ตัวเบาๆ
2.ถ้าไม่รู้สึกตัว ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และแจ้งหน่วยปฐมพยาบาล หรือเรียกรถพยาบาล
3.เช็คชีพจรว่ายังเต้นอยู่หรือไม่ โดยใช้นิ้วแตะที่เส้นเลือดใหญ่ด้านข้างคอ
4.ถ้าไม่มีชีพจร ก็ปั๊มหัวใจได้เลย โดยกดที่บริเวณกระดูกหน้าอก ประมาณ 100 ครั้งต่อนาที โดยไม่จำเป็นต้องผายปอด

ข้อมูลจาก รพ.บำรุงราษฎร์ อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ภาวะหัวใจวาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันว่า เกิดจากมีการอุดตันที่หลอดเลือดหัวใจอย่างเฉียบพลันและขัดขวางการไหลของเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงหัวใจได้ เมื่อหัวใจขาดเลือด ผลที่ตามมาก็คือ กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย

โรคหัวใจนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน บางรายอาจมีสุขภาพปกติแข็งแรงดี แต่อยู่ ๆ ก็มีอาการผิดปกติ อาการผิดปกติที่สำคัญที่สุดที่สามารถสังเกตได้ เช่น

  • เจ็บแน่นหน้าอกเหมือนมีอะไรมากดทับอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตรงกลางอก และเป็นนานเกินกว่าหนึ่งนาทีขึ้นไป
  • เจ็บแน่นหน้าอกร้าวไปยังบริเวณคอ กราม ไหล่และแขนทั้งสองข้าง
  • มีเหงื่อออกตามร่างกาย
  • เหนื่อยง่าย หายใจถี่กระชั้น
  • วิงเวียน หน้ามืด
  • ชีพจรเต้นเร็ว

ตัวเราย่อมรู้ตัวเองดีที่สุด ถ้าหากคุณมีอาการผิดปกติระหว่างการวิ่งไม่ว่าจะเป็น เจ็บหน้าอก มึนหัว วิงเวียน หายใจไม่ออก ฯลฯ ให้ชะลอความเร็ว และหยุดวิ่ง ไม่ฝืนที่จะพาร่างกายตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย ถ้าไม่ไหวจริง ๆ บอกคนข้าง ๆ เรียกหน่วยพยาบาล หรือแพทย์สนามทันที

จริงอยู่ที่เราต้องมุ่งมั่นไปให้ถึงเป้าหมาย หรือเส้นชัย แต่การ “ฟังเสียงร่างกาย” ของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการวิ่ง รวมไปถึงการตรวจสุขภาพตัวเองก่อนจะออกกำลังกาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักวิ่งไม่ควรมองข้าม

เพราะเราไม่อยากเห็นการสูญเสียในสนามวิ่งอีกเลย

อ้างอิง : บทความเรื่อง หัวใจวายขณะวิ่ง โดย นพ.ภัทรภณ อติเมธิน เว็บไซต์ รพ.สมิติเวช
บทความเรื่อง หัวใจวาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน รพ.บำรุงราษฎร์